การ Hack บัญชี PayPal

( จะส่งผลเสียมากยิ่งกว่าการ Hack บัตรเครดิตหลายเท่าตัว )


* * * หากภาพในหน้าเวบนี้ขึ้นไม่ครบ กรุณาคลิ๊กที่ปุ่ม "Reload this page" นะครับ / ถ้าหาปุ่มนี้ไม่เจอ ให้ดูที่ลิงค์นี้ครับ  http://www.tuvagroup.com/7fvhp-A-03-Q-591211-1724.html 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

แน่ใจหรือว่าใช้ PayPal แล้วจะปลอดภัย?

       คุณผู้อ่านบางคนคิดว่าในเมื่อการใช้บัตรเครดิตมันเสี่ยงต่อการถูก Hack / ดังนั้น ก็ควรใช้ PayPal ในการซื้อของออนไลน์จะดีกว่า

       แต่คุณผู้อ่านเคยคิดหรือเปล่าว่า เวลาที่เราจะจ่ายค่าสินค้าด้วย PayPal นั้น PayPal จะไปดึงเงินจากที่ไหน? คำตอบก็คือ PayPal ก็ต้องดึงเงินจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้บัญชี PayPal นั่นเอง

       พูดง่ายๆว่า ถึงแม้คุณจะใช้ PayPal ไม่ใช้บัตรเครดิตในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์  แต่ว่าท้ายที่สุดแล้ว มันก็จะมีบัตรเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ และเมื่อมีบัตรเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็ต้องมีเรื่องของการ Hack บัตรเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ดี

       อีกประเด็นหนึ่งคือ คุณผู้อ่านอาจคิดว่า เวลาซื้อสินค้าตามเวบต่างๆด้วยบัตรเครดิตนั้น เรากรอกเลข 16 หลักบนบัตรเครดิตให้แก่เวบที่ขายสินค้าไป ก็เลยเป็นเหตุให้ตัวเลข 16 หลักนั้น ไม่เป็นความลับอีกต่อไป ก็เลยเป็นช่องทางให้คนร้ายเอาเลข 16 หลักนั้นไปทำการ Hack เงินออกไป “แต่” หากใช้ PayPal ในการซื้อสินค้าแล้วนั้น มันไม่มีการโชว์เลข 16 หลักบนบัตรเครดิตให้แก่เวบไหนได้ทราบ ดังนั้น มันจึงปลอดภัยกว่า / ขอบอกเลยว่าที่คุณคิดนั้น คุณ “คิดผิด

       คิดผิดอย่างไร? ที่ว่าคิดผิดก็คือว่า ถึงคุณจะใช้ PayPal ในการสั่งซื้อสินค้า  คุณก็ไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของพวกมิจฉาชีพไปได้หรอกครับ 


       เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าพวกมิจฉาชีพมันมีวิธีเล่นงาน ( Hack ) บัญชี PayPal ของคุณอย่างไร

       แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเรื่องการ Hack บัญชี PayPal / ทีมงานขออธิบายหลักการทำงานของบัญชี PayPal ให้คุณดูคร่าวๆก่อน เพื่อจะได้เป็นการปูพื้นฐาน ก่อนจะพูดเรื่องการ Hack นะครับ

       เรามาดูกันครับ 




homestyler.com 

       ( ภาพบน ) การเปิดบัญชี PayPal ก็เหมือนการสร้างห้องว่างๆขึ้นมาห้องหนึ่ง โดยมีประตูสำหรับเป็นทางเข้าทางออกเพียงประตูเดียว และคนที่จะเข้าทางประตูนี้ได้ ก็จะต้องเป็นคนที่รู้รหัส PayPal เท่านั้น จึงจะใส่รหัส แล้วเดินผ่านเข้ามาทางประตูนี้ได้

       แต่การมีบัญชีเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถเอาไปซื้อสินค้าอะไรได้ เพราะมันยังไม่มีเงินเก็บไว้ในห้องว่างๆนี้




       ( ภาพบน ) ถ้าเราเอาเงินจากภายนอก เข้ามาใส่ในบัญชี PayPal มันก็จะเหมือนการเอาเงินมาเก็บไว้ในห้อง เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้

       เงินที่วางอยู่ในห้อง ( ซึ่งหมายถึงเงินที่อยู่ในบัญชี PayPal ) จะมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า PayPal Balance ซึ่งแปลความหมายในภาษาไทยได้ว่า "ยอดเงินคงเหลือในบัญชี PayPal"

       แล้ววิธีจะดูว่า PayPal Balance ของเรามีเท่าไร จะดูที่ตรงไหน? คำตอบคือข้างล่างนี้ครับ




       ( ภาพบน ) ไปที่เวบ www.paypal.com ก่อน ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) แล้วก็คลิ๊กไปที่ปุ่ม เข้าสู่ระบบ ตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้



( ภาพบนระบบจะพาเรามาที่หน้าเวบแบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้  




       ( ภาพบน ) ส่วนที่เราเรียกว่า PayPal Balance หรือ "ยอดเงินคงเหลือในบัญชี PayPal" ก็คือส่วนที่อยู่ตรงที่มี  กรอบสี่เหลี่ยมเส้นประสีม่วง ล้อมรอบอยู่ในภาพข้างบนนี้นั่นเองครับ

       เอาล่ะ... ย้อนกลับไปเรื่องของเราต่อ...




       ( ภาพบน )  สมมติว่าเรามีเงินในห้องแค่ 20 บาท ( ก็หมายถึงว่าเรามี PayPal Balance แค่ 20 บาท ) เราก็ไม่สามารถนำบัญชี PayPal นี้ไปซื้อสินค้าที่ราคา 50 บาท ได้

       เราจะต้องไปหาเงินมาเพิ่มอีก 30 บาท ( เพื่อให้ครบ 50 บาท )

       แล้วเราจะไปหาเงินอีก 30 บาทมาเพิ่มได้จากที่ไหน?

       ขอทิ้งข้อสงสัยเอาไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวทีมงานขออธิบายส่วนอื่นก่อน แล้วเดี๋ยวนำมาประกอบกัน จะได้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น




 
 
 pinterest.com

       ( ภาพบน ) ทีมงานเปรียบบัตรเครดิตได้กับถ้ำมหาสมบัตินะครับ ( สมมติให้เห็นภาพตามเฉยๆนะครับ / อย่าพึ่งงง อย่าพึ่งตั้งคำถามอะไร?  ) 



 

       ( ภาพบน ) สมมติว่า คุณผู้อ่าน เอาบัตรเครดิตไปผูก ( Link ) กับบัญชี PayPal 



 

       ( ภาพบน )  มันก็จะเหมือนการขุดไปที่ผนังห้อง แล้วขุดเป็นทางเดินเข้าไปในลักษณะของอุโมงค์



 

       ( ภาพบน ) จากนั้นก็ขุดอุโมงค์ไปเรื่อยๆ จนทะลุเข้าไปที่ถ้ำมหาสมบัติที่พูดมาก่อนหน้านี้ ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ 


       คราวนี้ ทีมงานจะย้อนกลับไปที่คำถามก่อนหน้านี้ ที่คุณสงสัยกันว่า หากเราต้องการเอาบัญชี PayPal ไปซื้อสินค้าราคา 50 บาท แต่ว่าเรามี PayPal Balance แค่ 20 บาท แล้วจะไปเอาอีก 30 บาทที่เหลือจากที่ไหน? คำตอบก็จะเป็นดังนี้ครับ 



 

       ( ภาพบน ) สมมติว่ามีเงินในถุง ถุงละ 10 บาท  ขั้นตอนแรก "ระบบ" ( หมายถึงระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ ) ก็จะดึงเงินทั้งหมดในห้องออกเสียก่อน / คือดึงเงิน PayPal Balance ออกทั้งหมดเสียก่อน

       ซึ่งปรากฏว่า เมื่อดึงเงินในห้องออกทั้งหมดแล้ว ก็ได้แค่ 20 บาท คือได้เงินแค่ 2 ถุง ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )  ยังขาดอีก 3 ถุง



 

       ( ภาพบน ) จากนั้น ระบบก็จะเดินทางผ่านเข้าไปทางอุโมงค์ เพื่อไปที่ถ้ำมหาสมบัติ ( ถ้ำมหาสมบัติในที่นี้ ก็หมายถึงวงเงินในบัตรเครดิตที่คุณเอาไปผูกไว้กับบัญชี PayPal



 

       ( ภาพบน ) แล้วระบบก็จะเข้าไปเอาเงินอีก 3 ถุง ( คือ 30 บาท ) ที่อยู่ในถ้ำมหาสมบัตินั้นออกมา  

       เมื่อได้เงิน 2 ถุง ( ที่เป็น PayPal Balance ) กับเงินอีก 3 ถุง ( ที่มาจากวงเงินบัตรเครดิต ) รวมแล้วก็จะเป็น 50 บาท / คราวนี้ คุณก็สามารถนำเงินยอด 50 บาทนี้ไปจ่ายเป็นค่าสินค้าได้แล้ว



 

       ( ภาพบน ) สรุปอีกครั้งว่า หากมีการเอาบัตรเครดิตไปผูกไว้กับบัญชี PayPal แล้ว  เวลาที่เราเอาบัญชี PayPal ไปซื้อสินค้า  ระบบก็จะดึงเงินจากบัญชี PayPal ทั้งหมดไปใช้ก่อน ( คือจะใช้เงินที่เป็น PayPal Balance ให้หมดก่อน ) แล้วถ้าเงินยังไม่พออีก  ระบบถึงจะไปเอาเงินจากบัตรเครดิตมาเพิ่ม เพื่อให้ครบจำนวนเงินที่เราจะใช้ในการซื้อสินค้า 



 

       ( ภาพบน ) แต่ข้อเสียของการผูกบัตรเครดิตไว้กับบัญชี PayPal ก็คือว่า ถ้ามิจฉาชีพมันสามารถเข้ามาในห้องนี้ได้ล่ะ ( คือถ้ามิจฉาชีพ Hack เข้ามาในบัญชี PayPal ของคุณได้



 

       ( ภาพบน ) มิจฉาชีพคนนี้ มันก็จะเอาเงินทั้งหมดที่เป็น PayPal Balance ไป จากนั้น มันก็จะเดินทางผ่านเข้าไปทางอุโมงค์ จนไปถึงถ้ำมหาสมบัติ  แล้วก็ทำการขโมยทรัพย์สินทุกอย่างที่อยู่ในถ้ำมหาสมบัตินั้น  ( ซึ่งก็คือไปดึงเงินทั้งหมดที่เป็นวงเงินที่อยู่ในบัตรเครดิตของคุณ  )  


 
dfiles.me

       ( ภาพบน )  หากมีแค่เงิน PayPal Balance  พวกมิจฉาชีพก็คงจะได้เงินไปไม่เท่าไร  แต่นี่ เจ้าของบัญชี PayPal "ดัน" ไปผูกบัตรเครดิตไว้กับบัญชี PayPal นั้นด้วย

       ดังนั้น เวลาที่พวกมิจฉาชีพมัน Hack เข้ามาในบัญชี PayPal ของเหยื่อ ( ที่ผูกบัตรเครดิตไว้กับบัญชี PayPal ) มันจึงได้เงินไปเป็นจำนวนมาก เพราะมันได้ทั้งเงินจาก PayPal Balance ของคุณ แล้วยังได้เงินที่ดึงจากวงเงินบัตรเครดิตของคุณไปได้ทั้งหมดอีกด้วย .. โจรคนนี้ก็เลยรวยเละ...

       และขอยืนยันเลยนะครับว่า ถ้ามิจฉาชีพ มัน Hack เงินในบัตรเครดิตคุณโดยตรง คุณยังมีโอกาสได้เงินคืน ด้วยการแจ้งให้ทางธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตทราบ เพื่อให้ธนาคาร Cancle รายการที่ถูก Hack ไป

       แต่ถ้าคุณถูก Hack ผ่านบัญชี PayPal แล้วล่ะก็  พวกมิจฉาชีพมันจะโอนเงินจากบัญชี PayPal ( ที่ผูกไว้กับบัตรเครดิตของคุณ ) ออกไปในรูปแบบของ "การโอนเงินให้บุคคล" / ดังนั้น คุณจะไม่มีทางได้เงินคืน จนกว่าจะจับเจ้าของบัญชีที่รับโอนได้เท่านั้น แล้วเอาคนๆนั้น ( เจ้าของบัญชีที่รับโอน ) มาฟ้องแพ่งเท่านั้น ถึงจะเรียกเงินคืนได้! / ซึ่งปัญหาก็คือว่า ถ้าเจ้าของบัญชีที่รับโอน มันอยู่ต่างประเทศล่ะ ใครจะเอาหมายจับแล้วขึ้นเครื่องบินจากประเทศไทย ไปไล่จับมันที่ต่างประเทศให้คุณ 



 

       บทความข้างบนที่คุณอ่านมาทั้งหมดนั้น เป็นส่วนของ "ภาพรวม" ของระบบการทำงานของบัญชี PayPal นะครับ มันยังไม่ใช่ "ประเด็นหลัก" ของเวบหน้านี้

       ประเด็นหลักของเวบหน้านี้มีอยู่ 2 เรื่องคือ

       ประเด็นที่ 1 - วิธีการ Hack บัญชี PayPal  ของเหยื่อ โดยฝีมือของพวกมิจฉาชีพ


       ประเด็นที่ 2 - อธิบายคำพูดที่ว่า "การ Hack บัญชี PayPal  จะส่งผลเสียต่อเหยื่อ มากยิ่งกว่าการ Hack บัตรเครดิตหลายเท่าตัว"


       เรามาเริ่มกันที่ประเด็นแรก คือเรื่องของวิธีการ Hack บัญชี PayPal  ของเหยื่อ โดยฝีมือของพวกมิจฉาชีพ ก่อนนะครับ



 
freeiconspng.com

       เวลาที่มิจฉาชีพจะ Hack บัตรเครดิต  ถ้าเป็นมิจฉาชีพคนไทย พวกมันก็จะไปจดเลข 16 หลัก ของบัตรเครดิตจากร้านขายทอง ที่คุณเคยไปซื้อทองไว้ ฯลฯ เพราะมันรู้ว่าคุณต้องมีเงินเหลือกินเหลือใช้ถึงซื้อทองได้  ดังนั้น เป้าหมายแบบนี้ ถ้ามัน Hack ก็คงไม่เหนื่อยเปล่า คือได้เงินแน่ๆ

       ถ้าเป็นมิจฉาชีพที่อยู่ต่างประเทศ  พวกนี้ มันก็จะรู้เห็นเป็นใจกันกับคนขายสินค้าที่อยู่ต่างประเทศที่เราเคยไปซื้อของออนไลน์เอาไว้ / ซึ่งคนขายพวกนี้มักจะแอบขายข้อมูลบนบัตรเครดิตของลูกค้า ให้กับพวกมิจฉาชีพเหล่านี้

      
แต่เอาเป็นว่าในส่วนของการ Hack บัตรเครดิต เราจะพูดไว้เพียงเท่านี้ เพราะว่าในหน้าเวบนี้ กำลังพูดถึงการ Hack บัญชี PayPal นะครับ


       เอาล่ะ กลับมาเรื่องของเรากันต่อครับ....

       การ Hack บัญชี PayPal นั้น มิจฉาชีพไม่ต้องใช้เลข 16 หลักบนบัตรเครดิต  เหตุผลก็เพราะตามปกติ คนเราก็มักจะเอาบัตรเครดิตไปผูก ( Link ) กับบัญชี PayPal อยู่แล้ว / ดังนั้น ขอให้ Hack บัญชี PayPal ได้ก็พอ  มิจฉาชีพก็กวาดเงินเกลี้ยงบัตรเครดิตของคุณได้เลยในครั้งเดียว

       โจทย์สำหรับมิจฉาชีพที่ต้องการจะ Hack บัญชี PayPal ของเหยื่อก็คือว่า ทำอย่างไรถึงจะได้ไอดี และรหัสผ่าน เข้าบัญชี PayPal ของเหยื่อ ?  ถ้ามิจฉาชีพคิดเรื่องพวกนี้ออก  ก็ถือได้ว่าการ Hack ครั้งนี้ สำเร็จไปแล้วมากกว่าครึ่งทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ 

       วิธีการที่จะได้ไอดีและรหัสผ่านของเหยื่อ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ต้องไปคิดเองให้ปวดสมอง ก็แค่เข้าไปใน "โลกออนไลน์" ไปสอบถาม Hacker มือฉมัง เดี๋ยวพวกมันก็บอกวิธี Hack วิธีโกงแบบต่อๆกันเอง เอาประสบการณ์ของ Hacker คนนั้น Hacker คนนี้มาแชร์ มาผสมปนเปกัน สุดท้าย ก็จะได้วิธีที่แยบยลออกมาใช้จัดการกับเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ  



 
       ขอให้คุณผู้อ่าน อ่านประสบการณ์การโดน Hack บัญชี PayPal มาด้วยตัวเอง ของ พ.ต.อ.วิษณุ  ตุวยานนท์ Webmaster ได้นะครับ

       คิดดูแล้วกันว่าขนาดเป็นนายตำรวจยศพันตำรวจเอก และก็ระวังตัวเรื่องการดูแลบัญชี PayPal เป็นอย่างดี แต่ก็ยังโดน Hack บัญชี PayPal จนได้ / แล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดา อย่างเราๆท่านๆ และผู้อ่านล่ะครับ  คุณไม่มีทางรอดพ้นจากเงื้อมมือการ Hack บัญชี PayPal โดยมิจฉาชีพไปได้หรอกครับ ขอ Confirm ได้เลย

       ลองอ่านประสบการณ์ที่โดน Hack ได้ที่ลิงค์นี้เลยนะครับ   http://www.tuvagroup.com/Efvhp-A-08-L-600107-1129.html


 


       สมมติว่าตอนนี้พวกมิจฉาชีพได้ไอดีและรหัสผ่านบัญชี PayPal ของเหยื่อเรียบร้อยแล้ว  ขั้นตอนต่อไป  คนร้ายก็จตะเตรียมบัญชี PayPal ไว้อีกบัญชีหนึ่ง เพื่อที่จะใช้รับเงินที่จะ Hack มา

       แน่นอนล่ะว่า มิจฉาชีพมันไม่เอาบัญชี PayPal ของมัน มารับเงินที่ Hack จากบัญชี PayPal ของเหยื่อแน่ เพราะไม่อย่างนั้น ตำรวจก็ต้องแกะรอยมารวบมันที่หน้าบ้านได้   ดังนั้น มันต้องใช้บัญชี PayPal คนอื่น



   
ภาพจาก getdomainvids.com และ gawker.com

       ( ภาพบน ) วิธีหานั้น “สุดจะง่าย” ก็แค่ไปหลอกคนแก่ ในโลกโซเชียล ประมาณว่ามีเพื่อนจากประเทศไทย จะโอนเงินให้ทาง PayPal แต่ว่าตัวเองไม่มีบัญชี PayPal จะขอยืมบัญชีของคนแก่คนนั้นหน่อย / เดี๋ยวให้ค่าเหนื่อย 20 เหรียญ

       คนแก่คนนั้น ( ที่ไม่ค่อยประสีประสาอะไรนักเกี่ยวกับโลกออนไลน์ ) ก็คิดว่า ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ตัวเองก็ไม่ได้เสียอะไร เขาแค่ยืมบัญชี แถมยังได้เงินอีก 20 เหรียญ ก็เลยโอเค


 
ขอแทรกนิดนึงครับ

       เหตุการณ์ที่ทีมงานสมมตินี้ ก็คือว่า เหยื่อเป็นคนไทยอยู่ที่เมืองไทยนะครับ  ส่วนตัว Hacker เป็นคนอเมริกัน อยู่ที่ประเทศอเมริกา  และคนแก่ที่ให้ยืมบัญชี ก็เป็นคนอเมริกัน ที่อยู่อเมริกาเหมือนกัน / โดยคนแก่คนนี้ ไปรู้จักกับ Hacker จากการพูดคุยกันทาง Face book หรือทางสื่อโซเชียลต่างๆ โดยไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน และที่สำคัญคือคนแก่คนนี้ แกก็ไม่รู้เลยว่าไอ้เจ้า Hacker คนนี้ มันเป็น Hackter น่ะครับ ( แกก็เลยโดนหลอก เรื่องขอยืมบัญชี )




 

       ( ภาพบน ) สมมติว่าคนแก่ที่ให้มิจฉาชีพยืมบัญชีคนนี้ ชื่อ ลุง Johnny และใช้ชื่อบัญชี PayPal ของตัวเองว่า Johnny76@outlook.com  นะครับ 



 
clipartpanda.com 

       ( ภาพบน ) ส่วนเหยื่อผู้น่าสงสารของเรา ซึ่งเป็นคนไทย  ที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต จนพอจะมีเครดิตที่ธนาคารให้วงเงินในบัตรเครดติตไว้ 6หมื่นบาท คนนี้  เขาใช้ชื่อบัญชี PayPal ว่า xxxx@outlook.com  นะครับ / ความซวยเกิดขึ้นก็เพราะดันเอาบัตรเครดิตไปผูกเข้ากับบัญชี PayPal ของตัวเองนั่นเอง 

       สรุปว่าตอนนี้ มิจฉาชีพมีสิ่งต่อไปนี้พร้อมแล้วคือ

       1.ชื่อไอดีและรหัสผ่าน ของบัญชี PayPal ชื่อ xxxx@outlook.com  ของเหยื่อผู้น่าสงสาร ที่เป็นคนไทย อาศัยอยู่ที่ประเทศไทย 


       2.เหยื่อมีวงเงินในบัตรเครดิต 6 หมื่นบาท


       3.เหยื่อ "ดัน" เอาบัตรเครดิตผูกเข้ากับบัญชี PayPal ในข้อ 1


       4.บัญชี PayPal ที่ชื่อ Johnny76@outlook.com   ของคุณลุง Jonny ที่ อาศัยอยู่ที่อเมริกา


       ก็มีครบซะขนาดนี้แล้ว มิจฉาชีพมันจะรอช้าอยู่ทำไมล่ะครับ มันก็ดำเนินการ Hack เลย



 

       ( ภาพบน )  มิจฉาชีพมันก็ลงมือ Hack เข้าบัญชี PayPal ของเหยื่อคนนี้ทันที แล้วโอนเงินจากบัญชีเหยื่อที่อยู่ที่ประเทศไทย ( ซึ่งใช้บัญชี PayPal ชื่อว่า xxxx@outlook.com ) ไปเข้าบัญชีของคุณลุง Johnny ที่อยู่ที่อเมริกา ( ซึ่งใช้บัญชี PayPal ชื่อว่า johnny76@outlook.com  ) เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้

       หลังจากโอนเสร็จแล้ว มิจฉาชีพก็รีบกุลีกุจอ ไปขอให้คุณลุง Johnny เจ้าของบัญชี  johnny76@outlook.com  ไปถอนเงินสด 60,000 บาท ออกจากบัญชี PayPal ของคุณลุง แล้วเอามาให้มัน / แล้วมันก็ให้ค่าเหนื่อยคุณลุงไป 20 เหรียญ / แล้วก็ต่างคนต่างไป 


 

       ที่ผมอธิบายผ่านมาข้างบนนี้ ก็คือเรื่องของ ประเด็นที่ 1 คือเรื่องของ "วิธีการ Hack บัญชี PayPal  ของเหยื่อ โดยฝีมือของพวกมิจฉาชีพ" ซึ่งได้อธิบายจบไปแล้วนะครับ

       ต่อไป ทีมงานจะพูดถึง ประเด็นที่ 2 - ซึ่งก็คือการอธิบายคำพูดที่ว่า "การ Hack บัญชี PayPal  จะส่งผลเสียต่อเหยื่อ มากยิ่งกว่าการ Hack บัตรเครดิตหลายเท่าตัว" นั้นมันหมายความว่าอย่างไร?
 

       เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดการ Hack ไปเรียบร้อยล้วก็คือว่า ทางเหยื่อผู้น่าสงสาร เอาบัตรไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า แล้วก็ทำการรูดบัตร แต่ปรากฏว่าพนักงานขายของรูดบัตรไม่ออก / เหยื่อก็เลยเอะใจ เพราะว่าวงเงินในบัตรเครดิตของตัวเอง ก่อนหน้านี้มันมีเต็ม 60,000 บาทนี่นา

       ด้วยความสงสัย เหยื่อคนนี้ ก็เลยไปตรวจสอบกับธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต ( สมมติว่าเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ) แล้วถึงได้ทราบจากธนาคารไทยพาณิชย์ว่ามีคนโอนเงินออกจากบัตรเครดิตของเขา  ผ่านทางบัญชี PayPal ของเขา ไปที่ประเทศอเมริกา เป็นเงิน 60,000 บาท

       ทีมงานขอเน้นย้ำตรงนี้อีกทีนะครับว่า ถ้า
มันเป็นการ Hack บัตรเครดิตตรงๆ  สถานที่จะรับเงินที่ Hack ไป ก็มักจะเป็นชื่อห้างร้าน หรือบริษัท ที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคาร  มันก็เลยยังสามารถเรียกเงินที่ถูก Hack ไป กลับคืนมาได้ ( คือธนาคารไทยพาณิชย์จะใช้วิธี Cancel รายการนั้นๆเอา )

       แต่อันนี้ มันเป็นการโอนไปเข้า “บัญชีบุคคล” ( ซึ่งก็คือบัญชี PayPal ที่ชื่อ Johnny76@outlook.com  ของคุณลุง Johnny ที่อยู่อเมริกา )  มันจึงดึงเงินคืนไม่ได้

       เจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ( ซึ่งเป็นธนาคารที่ออกบัตรเครดิตให้ ) ก็จะบอกให้เหยื่อคนนี้ รีบไปติดต่อกับบริษัท PayPal

       เมื่อบริษัท PayPal ได้ตรวจสอบ คือติดต่อถามไปทางเจ้าของบัญชี  johnny76@outlook.com  ที่เป็นคนแก่ที่สหรัฐแล้ว / บริษัท PayPal ก็จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อบัญชีผู้รับคนนี้ ( ซึ่งก็คือ johnny76@outlook.com ) กลับมาให้คุณ / แล้วให้คุณไป “แจ้งความ” ดำเนินคดีกับลุง Johnny ที่อยู่สหรัฐคนนี้

* * * คือบริษัท PayPal เขาช่วยคุณได้แค่ ให้ข้อมูล กับคุณว่าบัญชี PayPal ที่ใช้รับเงินนั้นเป็นบัญชีของใคร แล้วให้คุณไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีที่ใช้รับเงินคนนั้นเอาเอง ( ซึ่งก็คือให้ดำเนินคดีกับคุณลุง Johnny )   / แต่บริษัท PayPal จะไม่สามารถดึงเงิน 60,000 บาทกลับคืนมาให้คุณได้นะครับ / เหตุผลหนึ่งก็เพราะลุง Johnny แกถอนเงิน 60,000 บาทนั้นออกไปแล้วด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ บริษัท PayPal ไม่มีอำนาจที่จะไปอายัดบัญชีลูกค้าแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้นะครับ ( คือบริษัท PayPal ไม่สามารถอายัดเงินในบัญชีของลุง Johnny เพื่อนำมาคืนให้กับเหยื่อที่อยู่ประเทศไทยได้ ) * * *



 
ขอแทรกนิดนึงครับ


       ( ภาพบน )  ถ้าคุณมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่บริษัท PayPal ขอให้เพื่อนคุณลองตรวจสอบได้เลยว่าเมลล์ฉบับข้างบนนี้เป็นของจริงหรือไม่?

       ทีมงานขอท้าให้ตรวจพิสูจน์เลย เพราะว่ามันมีหมายเลขอ้างอิงในตัวเมลล์ และวันที่และเดือนอยู่ที่บรรทัดบนสุดอยู่แล้ว ( 4 สิงหาคม 2559 )

       ดูเลยว่าทีมงานได้ ดัดแปลงอะไรในตัวเมลล์ "แม้แต่เพียง 1 ตัวอักษรไหม?"

       มันคือเมลล์ตัวจริงที่เขียนมาหา พ.ต.อ.วิษณุ  ตุวยานนท์ Webmaster  โดยเขียนจากบริษัท PayPal / โดยมีที่มาก็คือว่ามิจฉาชีพได้เอาเงินไปจากบัญชี PayPal ของ พ.ต.อ.วิษณุ  ตุวยานนท์ เป็นเงิน 1,646.50 เหรียญ หรือราวๆ 60,000 บาท / แล้ว พ.ต.อ.วิษณุ  ต้องการขอให้ทางบริษัท PayPal ดึงเงินคืนให้

       ซึ่งทางบริษัท PayPal บอกว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากเป็นการโอนเงินประเภทส่วนตัว ( Personal Payment )  ( ปรากฏอยู่ตรงบริเวณที่มี สี่เหลี่ยมเส้นขอบสีม่วง ครอบอยู่ ในภาพข้างบนนี้ )


       คุณผู้อ่าน ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน 60,000 บาทเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์นี้ / เพราะว่า Webmaster ได้ซื้อประสบการณ์ "แสนแพง" นี้แทนคุณไปแล้ว ( คือหมายความว่า คุณไม่จำเป็นต้องทดลองด้วยการยอมให้มิจฉาชีพโกงคุณไป 60,000 บาท เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์นี้ ( ประสบการณ์ที่ว่า เราไม่สามารถดึงเงินคืนได้ ) / เพราะว่าทาง Webmaster เรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนคุณไปแล้ว แล้วก็เอามาบอกให้คุณฟัง / ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องผิดพลาดเหมือนกับ Webmaster อีก  )




       ข้อกฏหมายก็คือว่า

       1. เหตุเกิดท้องที่ไหน? ก็ต้องแจ้งความท้องที่นั้น / เคสนี้ คนรับเงินอยู่อเมริกา คุณต้องไปแจ้งความที่ไหน?


       2.ถึงจะแจ้งความดำเนินคดีกับคุณลุง Johnny เจ้าของบัญชี johnny76@outlook.com ได้ / แต่ตำรวจก็ได้แค่ “ออกหมายจับ” เอาไว้ แล้วก็รอว่าวันไหน เมื่อไร ลุงเกิดอยากมาเที่ยวประเทศไทย ก็ค่อยไปดักจับที่สนามบิน อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งปัญหาก็คือว่า ถ้าคุณลุง Johnny แกไม่อยากมาประเทศไทยเลยล่ะ มันจะเป็นยังไง? คำตอบก็คือว่า ก็ต้องปล่อยให้หมายจับหมดอายุไปเอง


       3.ต้องรอจนกว่าจะจับลุง Johnny ได้นั่นแหละ ถึงจะฟ้องแพ่งลุง Johnny  เพื่อเรียกเงิน 60,000 บาท ที่ถูก Hack ไปกลับคืนมาได้ / แล้วถ้าชาตินี้จับไม่ได้ล่ะ? จะไปฟ้องแพ่งกับใคร?





   

       สมมติว่าคุณลงทุนเอาหมายจับจากประเทศไทย บินไปจับลุง Johnny ได้ที่อเมริกาจริงๆ  มาดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

       เอาล่ะ ถ้าว่ากันตามพยานหลักฐาน ตามข้อกฏหมายล่ะก็  แกต้องรับผิดชอบ เพราะว่าชื่อบัญชี PayPal ที่ใช้รับเงินที่ถูก Hack มา คือชื่อบัญชี  Johnny76@outlook.com  ซึ่งเป็นของแกจริงๆ คือยังไงแกก็ไม่พ้นจากความผิดแน่ๆ แต่ศาลก็คงลงโทษสถานเบา  แต่ที่สำคัญคือ คุณคิดหรือว่าลุง Johnny จะมีปัญญาเอาเงิน 60,000 บาทมาคืนคุณได้ไหม

       อย่าลืมสิครับว่าตัวแกก็โดนมิจฉาชีพหลอกมาอีกทีหนึ่ง และเงินที่เข้าบัญชี PayPal ของแกนั้น แกก็ถอนออกไปให้มิจฉาชีพหมดแล้ว 


* * * คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมพูดถึงแต่เรื่องการจับลุง Johnny ,การดึงเงินคืนจากลุง Johnny ไม่เห็นพูดเรื่องการจับตัว Hacker ,การดึงเงินคืนจาก Hacker เลย?

       คำตอบก็คือว่า ก็เพราะเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Hacker เลยไงครับ (
เพราะอาจารย์ของมัน สอนวิธีเอาตัวรอดให้มันเป็นอย่างดี ) ไม่รู้ชื่อจริง นามสกุลจริง ที่อยู่ บัญชีธนาคาร ฯลฯ ของ Hacker คนนี้เลย

       ในขณะที่เรามีหลักฐานทุกอย่างของลุง Johnny เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อบัญชี PayPal ( เพราะชื่อบัญชีนี้ถูกใช้รับโอน ก็เลยปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน ) / แล้วรายละเอียดในบัญชี PayPal มันก็บอกชัดเจนถึง ชื่อจริงนามสกุลจริงของลุง Johnny / แถมมีสเตทเม้นท์ในบัญชี PayPal ก็อออกมาว่ามีการถอนเงินยอด่ 60,000 บาทออกจากบัญชี PayPal นี้จริงๆด้วย / ส่วนที่ว่าเงิน 60,000 บาทนั้น ลุง Johnny จะถอนให้กับ Hacker ไปจริงๆหรือเปล่านั้น มันคนละประเด็นกัน เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ว่าแกให้จริงหรือเปล่า? หรือเอาไว้ใช้เอง ( กฏหมายเขามองกันแบบนี้ครับ คือว่ากันตามพยานหลักฐาน คือมีการถอนเงินออกไปจริงๆ ก็โดนเล่นงานแล้ว )

       ก็คือว่าในเมื่อจับใครไม่ได้ ลุง Johnny ก็ต้องโดนก่อนล่ะครับ / เว้นแต่ว่าวันดีคืนดี Hacker เข้ามอบตัว และคืนเงิน 60,000 บาทให้เหยื่อ แล้วก็รับว่าลุง Johnny ไม่รู้เรื่องด้วย อันนี้ลุง Johnny ก็รอดครับ แต่มันไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะป่านนี้ Hacker มันก็เอาเงินไปถลุง กินเหล้า เคล้านารี จนหมดแล้ว  แล้วก็หาเหยื่อรายอื่นต่อไป  มันไม่สำนึกผิดมามอบตัวหรอกครับ


       สรุปว่าเงิน 60,000 บาท ที่เหยื่อถูก Hack ไป เหยื่อก็ไม่ได้คืน / แถมยังจะไปจับคนแก่ ( คือลุง Johnny ที่อเมริกา ) เข้าคุกอีก น่าสงสาร แกโดนหลอกแล้วยังต้องโดนฟ้องยึดทรัยพย์ โดนติดคุกด้วย ( ถ้าจับลุง Johnny ได้ ยังไงแกก็ต้องโดนยึดทรัพย์อยู่แล้วล่ะครับ แล้วถ้าจับ Hacker ได้ในภายหลัง แกก็ค่อยไปฟ้องแพ่งเอาคืนจาก Hacker เอา / ส่วนที่ว่าจะจับได้หรือเปล่าในชาตินี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง )


       ส่วนไอ้เจ้าวงเงิน 60,000 บาทที่ถูก Hack ไปจากบัตรเครดิตของเหยื่อเอง  ตัวเหยื่อก็ต้องรับผิดชอบ  เพราะถ้าเหยื่อไม่จ่ายยอด 60,000 บาทนี้คืนให้ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต  เหยื่อก็ต้องโดนธนาคารนั้นฟ้อง  ถ้าจ่ายคืนช้า ดอกเบี้ยก็ขึ้นเอา ขึ้นเอา ทุกเดือน ...เครียด...



 
ขอแทรกนิดนึงครับ

       คุณผู้อ่านบางคนก็อาจ "ฝันหวาน" คือคิดว่าธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตเขาจะเห็นใจเรา ไม่ฟ้องเอาเงิน 60,000 บาท ( ที่ถูก Hack ไป ) จากเรา / ทำไมถึงบอกว่า "ฝันหวาน" ? คำตอบก็คือ

       1.ตอนที่จะทำบัตรเครดิตกับธนาคาร คุณได้อ่านสัญญาดีหรือยังครับ? มันมีการพูดถึงเรื่องพวกนี้อยู่ว่าธนาคารเขาจะไม่รับรู้ในเรื่องนี้  คือเขาจะดำเนินการตามกฏหมายในแง่ของการดึงเงินจากบัตรเครดิตอย่างเดียวว่า ถ้าดึงเงินจากวงเงินที่ให้ไว้ในบัตรเครดิตไป  ทางเจ้าของบัตรก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าคุณรับกับข้อผูกมัดนี้ไม่ได้ คุณก็จะต้องยกเลิกการขอทำบัตรไปตั้งแต่แรก / แต่ถ้าคุณทำบัตรเครดิตแล้ว ก็แสดงว่าคุณสมัครใจที่จะยอมรับข้อผูกมัดนี้


       2.ทางธนาคารเขาอาจจะคิดว่าคุณ "รู้กันกับ Hacker" ด้วยการสร้างสถานะการณ์ขึ้นมาว่ามีการโดน Hack เงิน 60,000 บาท ( คือมีการ Hack เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการสมยอมกัน ( เช่นแอบให้ไอดีและรหัสกัน ) เพื่อสร้างสถานะการณ์
/ แล้วพอคุณได้เงินไป 60,000 บาทไปตามแผน  คุณก็แกล้งทำเป็นมาทำเรื่องขอผ่อนผันไม่จ่ายยอด 60,000 บาทนี้กับธนาคาร

       วิธีจะพิสูจน์ตัวเองว่าคุณไม่ได้รู้กันกับ Hacker ก็คือว่า พอจับ Hacker ได้แล้ว คุณก็ต้องฟ้องแพ่งเรียกเอาเงินคืนจาก Hacker 60,000 บาทเอาเอง  ถ้าไม่กล้าฟ้องแพ่ง ก็แสดงว่ารู้กัน ( ส่วนที่ว่าจะจับ Hacker ได้ ในชาตินี้ หรือเปล่า อันนี้ ธนาคารไม่รับรู้ด้วย )

       สรุปว่า ถ้าคุณไม่ยอมชำระเงิน 60,000 บาทให้แก่ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต  คุณก็ต้องถูกธนาคารฟ้องร้องอย่างไม่ต้องสงสัย และถ้าคุณไม่จ่าย ก็มีสิทธิ์ถูกยึดรถยึดบ้านขายทอดตลาดเพื่อนำมาใช้หนี้ตรงนี้ได้นะครับ / ธนาคารเขาก็ว่าไปตามกฏหมายแพ่ง ตามข้อสัญญาที่คุณทำไว้ตอนก่อนเปิดใช้บัตรเครดิตนั่นแหละ



       ก็อย่างที่บอกไงครับว่า ถ้ามัน Hack บัตรเครดิต มันก็ต้องมีบริษัทผู้รับเงินที่มีบัญชีที่ผูกไว้กับธนาคารด้วย ดังนั้น ธนาคารก็สามารถ Cancel และดึงเงินคืนกลับมาให้ได้

       แต่ถ้า Hack เงินจากบัญชี PayPal ที่ผูกไว้กับบัตรเครดิตอีกทีหนึ่ง มันเป็นการโอนเงินไปให้ “บุคคลธรรมดา” ซึ่งเป็นการโอนแล้วโอนเลย และทางฝ่ายคนรับก็ถอนเงินออกจากบัญชี PayPal ของตัวเอง แล้วยกให้มิจฉาชีพไปแล้วด้วย ก็ยิ่งตามคืนไม่ได้เลย / คือถึงจะบินจากประเทศไทย ไปจับลุง Johnny ที่อเมริกาได้  ลุง Johnny ก็ไม่มีปัญญาคืนเงิน 60,000 บาทให้คุณอยู่ดี

       คุณอาจสงสัยว่าแล้วทีมงาน Tuvagroup.com ซึ่งใช้บัญชี PayPal เป็นประจำ  ทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยจากปัญหาพวกนี้?

       คำตอบคือ คุณต้องเอาเงินออกจากบัตรเครดิต ( ที่ผูกไว้กับบัญชี PayPal อันนั้น ) ให้เหลือแค่ไม่เกิน 10 บาทเสมอ ดังนั้น ถ้าโอน Hack บัญชี PayPal แล้วเข้ามาเอาเงินในบัตรเครดิต ก็จะได้ไปแค่ไม่เกิน 10 บาท

       รวมไปถึงการต้องเปลี่ยนรหัส PayPal บ่อยๆด้วย ( แต่ก็ต้องจดรหัสใหม่ๆเอาไว้ ไม่งั้นลืม )


ความแตกต่างของการ Hack บัตรเครดิต กับการ Hack บัญชี PayPal

       1.ถ้าเป็นการ Hack บัตรเครดิต คนร้ายมักจะเอาแค่ครั้งละ 1.50 บาทบ้าง 3 บาทบ้าง คือจะเอาไปเป็นยอดเล็กๆ และ Hack ไม่บ่อย อาจจะทำแค่สองเดือนครั้ง ฯลฯ เพื่อให้เหยื่อไม่รู้ตัว แล้วก็จะได้ Hack ไปได้เรื่อยๆ

       แต่สำหรับการ Hack บัญชี PayPal / คนร้ายมันจะเอา ยอดใหญ่ครั้งเดียว แล้วหนีไปเลย


       2.ถ้าเป็นการ Hack เงินในบัตรเครดิต เรามีสิทธิได้เงินคืน เพราะว่าเราสามารถดำเนินการในประเทศไทยได้เลย คือดำเนินการแจ้งธนาคาร ( ในประเทศไทย ) ที่ออกบัตรเครดิตใบนั้นให้เรา

       โดยวิธีการก็คือว่าหากรู้ตัว ก็สามารถโทรแจ้งธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตได้ทันที เพื่ออายัดบัตรเครดิต แล้วขอยกเลิกรายการที่โดน Hack ไป

       แต่หาก ไม่รู้ตัวทันที คือหมายความว่ามารู้ตัวเอาตอนที่ดูสเตทเม้นท์ประจำเดือนที่ธนาคารส่งทางไปรษณีย์มาให้ที่บ้าน แล้วถึงพึ่งรู้ว่าโดน Hack / อย่างนี้ เราก็จะมีเวลา 15 วันนับจากวันที่ได้รับเสตทเม้นท์นั้น ในการแจ้งให้ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต ทำการยกเลิกรายการที่โดน Hack ไป แล้วขอดึงเงินกลับคืนมา

       แต่ถ้าเป็นการ Hack บัญชี PayPal แล้วโอนเงินไปเข้าบัญชีบุคคลอื่นที่อยู่ต่างประเทศ มันจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง  คือมันจะไม่สามารถขอ Cancel รายการที่โดน Hack หรือขอเรียกเงินคืนกลับมาได้

       ที่ทำไม่ได้ก็เพราะมันมีปัญหาเรื่องการดำเนินการ / เนื่องจากว่าทางฝ่ายคนรับเงินมันอยู่ต่างประเทศกันหมด ( ในขณะที่ ถ้าเป็นการ Cancel เงินที่ถูก Hack ทางบัตรเครดิตโดยตรง มันสามารถทำได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ในประเทศไทยได้เลย ) / อาจเป็นคดีระหว่างประเทศที่ค่าทนายสูงลิบลิ่ว หรือถ้าใช้การแจ้งความกับตำรวจ มันก็จะจบลงที่ การ “ออกหมายจับ” แล้วก็ทิ้งหมายจับไว้ เพื่อรอให้หมดอายุความไปเฉยๆ

       ความหวังที่จะได้เงิน 60,000 บาทคืนกลับมา มันมีน้อยมากๆ  คือต้องรอให้จับลุง Johnny เจ้าของบัญชี Johnny76@outlook.com ที่ใช้รับเงินให้ได้เสียก่อน แล้วถึงจะฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงิน 60,000 บาทคืนจากลุง Johnny ได้  แล้วคุณคิดว่าชาตินนี้ คุณจะตามจับลูง Johnny ได้ไหมล่ะ? ( ถามหน่อยเถอะว่าใครจะเป็นคนเอาหมายจับจากประเทศไทย แล้วบินไปจับคุณลุง Johnny ที่อยู่ที่อเมริกามาให้คุณ? )      

       และถึงจะจับลูง Johnny ได้ คุณคิดว่าลุง Johnny จะมีเงิน 60,000 บาทคืนให้คุณไหมล่ะ? ก็ลุง Johnny เขาถอนออกไปมอบให้มิจฉาชีพไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์โดน Hack แล้ว จำไม่ได้หรือครับ?


       เหตุการณ์ที่พูดขึ้นมานี้ มันมีสิทธิเกิดได้ตลอดเวลา ถ้าคุณไม่อยากโดนแบบนี้ ก็ต้องทำแบบทีมงาน คือเอาเงินออกจากบัตรเครดิต ให้เหลือแค่ไม่เกิน 10 บาท และเปลี่ยนรหัสบัญชี PayPal ทุก 4 วันบ้าง 7 วันบ้าง

       แต่ถ้าทำไม่ได้อย่างทีมงานทำ และเห็นว่ามันยุ่งยาก  คุณก็แค่ใช้วิธีว่าเวลาซื้อสินค้า ก็มาใช้บริการกับทีมงาน Tuvagroup.com ในการซื้อของให้คุณนั่นเองครับ  อย่ามัวแต่ประหยัดค่าบริการ 100 บาท แล้วเอาบัญชี PayPal ของตัวเองไปเสี่ยงอยู่เลยครับ



 


 

       ( ภาพบน ) ขั้นตอนที่ 1 นี้ ยากที่สุดแล้วครับ เพราะว่าพวกมิจฉาชีพมันฉลาด และมันสอนต่อๆกัน แลกเปลี่ยนความรู้กันทางโลกโซเชียล  จนมันสามารถ Hack บัญชี PayPal ได้ทุกบัญชีแล้ว / ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียใจในภายหลัง  ทีมงานแนะนำว่า คุณควร "ทำใจ" ไว้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าคุณเปิดใช้บัญชี PayPal ในการซื้่อสินค้า โดยผูกบัญชี PayPal ดังกล่าวไว้กับบัตรเครดิตของคุณ  ยังไง สักวัน คุณก็จะต้องไม่รอดจากการ Hack เป็นแน่ / มันจะมาแบบไม่มีการเตือนล่วงหน้า มาแบบไม่ให้คุณรู้ตัว  มาทีเดียวแล้วกวาดเงินไปเกลี้ยงวงเงินบัตรเครดิตของคุณได้ในครั้งเดียวเลย 





       ( ภาพบน ) ขั้นตอนที่ 2 คือการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ เพื่อชะลอ หรือทำให้การ Hack บัญชีโดยพวกมิจฉาชีพ "ทำได้ยากขึ้น" หรือ "ต้องใช้เวลานานขึ้น" 

       ให้ทำแบบที่ทีมงานทำก็ได้ครับ คือเปลี่ยนรหัสผ่าน ( Password ) ทุกๆ 5 - 10 วัน / และต้องจดรหัสเก่า ,รหัสใหม่ไว้ด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้น จะสับสน แล้วเดี๋ยวจะเข้าบัญชี PayPal ของตัวเองไม่ได้เอาเสียเอง

       ที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ทีมงานเปลี่ยนรหัสผ่านจริงๆนะครับ ไม่ใช่แค่สมมติให้ดู

       ถ้าไม่เชื่อว่าทีมงานเปลี่ยนรหัสบ่อยขนาดนี้ แล้วคุณผู้อ่าน มีเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่บริษัท PayPal  ก็ลองให้เพื่อนเข้าไปตรวจสอบบัญชีของทีมงานข้างบนนี้ก็ได้ครับ ว่าทีมงานเปลี่ยนรหัสผ่านตามที่เขียนไว้ข้างบนนี้จริงๆหรือเปล่า?  มีทั้งชื่อบัญชี  และวันที่เปลี่ยนรหัสผ่านตามที่เห็นอยู่ในภาพข้างบนนี้ให้เอาไปเป็นข้อมูลในการให้เพื่อนคุณเข้าไปตรวจสอบได้อยู่แล้ว   ตรวจสอบได้เลยว่าทีมงานทำจริงหรือเปล่า? คือเปลี่ยนรหัสบ่อยแบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้จริงหรือเปล่า? 



 


 

       ( ภาพบน ) อันนี้แหละครับ คือการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แก้ปัญหาที่ถูกจุดจริงๆ นั่นก็คือ คุณจะต้องไม่ให้มีอุโมงค์ทางเดินต่อจากบัญชี PayPal ของคุณ ไปยังบัตรเครดิตของคุณได้ / เพียงเท่านี้ โจรมันก็เข้าไปเอาเงินในบัตรเครดิตของคุณโดยผ่านการ Hack บัญชี PayPal ของคุณไม่ได้แล้ว

       คือถ้าโจรมันจะ Hack ก็ให้มัน Hack กับบัตรเครดิตของคุณโดยตรงเลยจะดีกว่า คุณจะได้ขอ Cancel และขอเรียกเงินคืนได้

       อย่าเปิดช่องให้มัน Hack บัตรเครดิตของคุณโดยผ่านช่องทางการผูกบัตรเครดิตไวักับบัญชี PayPal เลยครับ เพราะคุณจะไม่มีวันได้เงินคืนเลย ตลอดกาล




 

 



 

       ( ภาพบน ) หากคุณทำตามขั้นตอนที่ 3 และขั้นตอนที่ 4 ที่ทีมงาานแนะนำนี้แล้ว แม้ว่ามิจฉาชีพมันจะ Hack เข้ามาในบัญชี PayPal ของคุณได้ แต่มันก็จะไม่สามารถเจาะเข้าไปดึงเงินจากบัตรเครดิตของคุณได้ อีกทั้งเงิน PayPal Balance ของคุณก็มีอยู่นิดเดียว ( เช่นมีแค่ 2 บาท )  ดังนั้น คุณจึงเสียหายไม่มากหากมิจฉาชีพมันเอาเงิน PayPal Balance ของคุณไป ( คือเสียหายแค่ 2 บาท )



 
 
       ( ภาพบน )  ถ้าคุณอยากปลอดภัยจากการถูก Hack เข้าบัญชี PayPal ของคุณนั้น อย่างหนึ่งคือ คุณก็ควรเลิกใช้บัญชี PayPal ในการซื้อของ แล้วหันไปจ้างผู้ให้บริการ ( เช่นทีมงาน Tuvagroup.com ) ในการซื้อสินค้าให้คุณแทน

       แต่ถ้าคุณยังอยากใช้บัญชี PayPal ของคุณในการซื้อของอยู่ และคุณไม่ต้องการผูกบัตรเครดิตกับบัญชี PayPal ของคุณแล้ว วิธีที่ปลอดภัยอีกวิธีหนึ่งก็คือว่า ก่อนจะซื้อสินค้า คุณก็ต้องดูก่อนว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร  จากนั้น ก็ขอให้เพื่อนของคุณ หรือให้ทีมงาน Tuvagroup.com ก็ได้ ทำการ "เติมเงิน" เข้าบัญชี PayPal ของคุณ ให้พอเพียง แล้วจึงนำเงินนั้นไปซื้อสินค้าอีกทีหนึ่ง

       ยกตัวอย่างเช่น คุณมีต้องการจะซื้อสินค้าราคา 7 เหรียญ โดยที่คุณมี PayPal Balance อยู่แค่ 1 เหรียญ ( เพราะคุณทำตามคำแนะนำของทีมงาน ที่บอกว่าให้เหลือเงิน PayPal Balance น้อยๆ )  คุณก็เมลล์มาบอกทีมงาน Tuvagroup.com ว่า ให้ช่วยเติมเงินเข้าบัญชี PayPal ของคุณเป็นเงิน 6 เหรียญ



 
( ภาพบนให้เขียนเมลล์มาแบบในภาพข้างบนนี้ 

       ( ภาพบน ) ไม่มีอะไรซับซ้อนนะครับ ก็แค่เขียนเมลล์มาบอกทีมงานแบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ รายละเอียดก็คือ

       ก. - ให้เขียนเมลล์มาที่ tuvayanon@outlook.com  ( ซึ่งก็คือเมลล์ของทีมงาน Tuvagroup.com นั่นเองครับ )


       ข. - ให้สำเนาเมลล์ไว้กับตัวเอง 1 ฉบับ  ( สำเนาไว้กับชื่อเมลล์ของคุณเองนะครับ / ชื่อเมลล์ตรงตัวอักษร ข..นี้  ทีมงานสมมติขึ้นมาเฉยๆ )

       ที่ต้องให้สำเนาก็เพราะว่า บางทีเกิดเหตุผิดพลาดที่ทีมงาน Tuvagroup.com ไม่ได้รับเมลล์ของคุณ ก็เลยไม่ได้ตอบกลับใน 24 ชม. / ซึ่งถ้าทีมงานไม่ตอบกลับเมลล์ของคุณภายใน 24 ชม. คุณก็จะได้ส่งตัวสำเนามาให้ทีมงาน  โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งพิมพ์ใหม่


       ค. - ใช้หัวข้อเมลล์ว่า ( พิมพ์หรือก๊อปปี้คำพูดนี้ไปเลยก็ได้ครับ ) "เติมเงินเข้าบัญชี PayPal ของตัวเอง


       ง. - เนื้อหาในเมลล์เขียนว่า "ผมต้องการเติมเงินเข้าบัญชี PayPal ของตัวเอง ..... ( เหรียญ ,ยูโร ฯลฯ ) ต้องโอนเงินให้ทีมงานเท่าไรครับ?" และ  อย่าลืมบอกชื่อบัญชี PayPal ที่จะใช้รับเงิน ด้วยนะครับ 

* * * ก่อนจะให้ทีมงานโอนเงินให้คุณ คุณต้องมีบัญชี PayPal ก่อน และห้ามสะกดผิดเด็ดขาดนะครับ / ถ้าคุณให้ทีมงานโอนเงินไปที่บัญชี PayPal ชื่อ xxxx@outlook.com ทั้งๆที่คุณยังไม่ได้สมัครเปิดบัญชี PayPal ชื่อ xxxx@outlook.com  นี้เลย / หรือว่าคุณเปิดบัญชี PayPal ชื่อ xxxx@outlook.com นี้แล้ว แต่ดันสะกดในเมลล์ ( ฉบับที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) ผิด เช่นจริงๆแล้วต้องเป็น  xxxx@outlook.com ( ใช้ x สี่ตัว )  แต่คุณสะกดตัว x ตกไป 1 ตัว กลายเป็น xxx@outlook.com ( ใส่ x มาแค่ 3 ตัว ) / ทั้งสองกรณีนี้ ( คือ กรณีที่ยังไม่ได้เปิดบัญชี PayPal เลย หรือ กรณีที่เปิดบัญชี PayPal แล้ว แต่ดันสะกดผิด ) เมื่อทีมงานโอนเงินไปแล้ว "เงินจะหายไปทันที" นะครับ ไม่สามารถตามกลับมาได้ในทุกกรณี / ดังนั้น คุณต้องระวังเรื่องนี้ให้มากนะครับ  พลาดไม่ได้เลย



หมายเหตุ - เมลล์ที่คุณใช้เขียนมาหาทีมงานฉบับนี้ ควรเป็นเมลล์ที่มี "ชื่อเมลล์" อันเดียวกันกับชื่อบัญชี PayPal ของคุณ ที่คุณต้องการจะเติมเงินนะครับ

       ยกตัวอย่างเช่น ชื่อบัญชี Paypal ของคุณคือ xxxx@outlook.com  คุณก็ควรใช้ชื่อเมลล์ xxxx@outlook.com  เขียนเมลล์ ( แบบในภาพข้างบนนี้ ) มาหาทีมงาน

       แล้วเดี๋ยวทีมงานก็จะโอนเงินเข้าบัญชี xxxx@outlook.com ให้เองครับ 



- END -