ไม่จำเป็นต้องพึ่ง "บริษัท Shipping"  


1  >  2  >  3  >  4

* * * หากภาพในหน้าเวบนี้ขึ้นไม่ครบ กรุณาคลิ๊กที่ปุ่ม "Reload this page" นะครับ / ถ้าหาปุ่มนี้ไม่เจอ ให้ดูที่ลิงค์นี้ครับ  http://www.tuvagroup.com/7fvhp-A-03-Q-591211-1724.html 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

       ในอดีตนั้น เวลาที่มีสินค้าต่างประเทศ ที่คนขายไม่ยอมส่งไทยวางจำหน่ายอยู่  ทีมงานก็จะใช้วิธีซื้อของแล้วให้ส่งไปที่บริษัท Shipping  ที่อยู่ต่างประเทศ ( ประเทศเดียวกับที่คนขายอยู่ ) แล้วค่อยให้บริษัท Shipping นั้น ส่งสินค้าต่อมาที่ประเทศไทยอีกทีหนึ่ง
 

       ปรากฏว่า พัสดุหายไปเฉยๆถึง 95%  เงินก็ไม่ได้คืน ,ของก็หาย , ลูกค้าก็ด่า ( คำว่า "ลูกค้า" ในที่นี้ หมายถึงลูกค้าที่มาใช้บริการกับทีมงาน tuvagroup.com ในการซื้อสินค้าต่างประเทศให้ )  เสียชื่อเสียงของทีมงานเอามากๆ

       ทีมงานโดนแบบนี้ไปเป็นสิบๆครั้ง  คือทีมงานพยายามลองเปลี่ยนเจ้าผู้ให้บริการไปเรื่อยๆ ( คือเปลี่ยนบริษัท Shipping ไปเรื่อยๆ ) แต่พัสดุสินค้าก็ยังหายประมาณ 95% อยู่ดี

       ด้วยประสบการณ์นี้เอง ทีมงานจึงทำหน้าเวบนี้ขึ้นมา เพื่ออธิบายให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น 



 
( ภาพบนคนขายที่อยู่อเมริกา 

ภาพจาก shine.cn


       ( ภาพบน ) สมมติเหตุการณ์ดังนี้นะครับว่า สินค้าที่เราอยากได้ เป็นสินค้าประเภทแก้ว ( แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) ซึ่งคนทำและคนขายเป็นคนเดียวกัน และคนขายคนนี้ก็พักอาศัยอยู่ที่อเมริกา

       ผู้หญิงที่เป็นผู้ขายคนนี้ ประกาศขายสินค้าในหน้าเวบไซต์ โดยบอกไว้ว่า "ส่งเฉพาะในอเมริกา" 

       ซึ่งตอนนั้น ทีมงานยังไม่มีประสบการณ์เรื่องการต่อรอง ( หมายถึงว่า ทีมงานยังต่อรองไม่เป็นว่า จะทำอย่างไร ถึงจะต่อรองให้คนขายยอมส่งสินค้ามาประเทศไทยได้ )  ดังนั้น เมื่อเห็นว่าคนขายไม่ส่งไทย ทีมงานก็เลยใช้วิธีข้างล่างนี้ 




( ภาพบนบริษัท Shipping ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศอเมริกา 

ภาพจาก shipitnowstore.com


       ( ภาพบน ) วิธีที่ทีมงานใช้ก็คือ หาบริษัท Shipping ที่อยู่อเมริกา ที่ยินดีจะเป็นตัวแทนรับพัสดุสินค้าจากคนขายในอเมริกาให้เรา แล้วก็จะส่งพัสดุสินค้านั้น มาให้เราที่ประเทศไทยอีกทีหนึ่ง

       หลังจากทีมงานพบบริษัท Shipping ในอเมริกา ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ( คือจะรับของในอเมริกาให้เรา แล้วจะส่งมาประเทศไทยให้เรา )  ทีมงานก็ขอชื่อและที่อยู่ของบริษัท Shipping นี้ไว้



 
ขอแทรกนิดนึงครับ



       ( ภาพบน ) ภาพของบริษัท Shipping ที่เห็นข้างบนนี้ เป็นการ "สมมติ" เฉยๆนะครับ ไม่ใช่บริษัท Shipping ที่ทีมงานใช้บริการแล้วมีปัญหา

       คือหมายความว่า เมื่อคุณผู้อ่านเห็นภาพบริษัท Shipping ที่ผมให้ดูในภาพข้างบนนี้ นั่นก็เป็นการ "สมมติ" แทนบริษัท Shipping ที่ทีมงานใช้บริการตอนที่เกิดเหตุการณืนี้นั่นเองครับ 





 

       ( ภาพบน ) จากนั้น ทีมงานก็กลับไปคุยกับคนขายอีกทีหนึ่ง แล้วโอนเงินค่าสินค้า และ "ค่าส่ง" ให้กับคนขายไป  /   คำว่า "ค่าส่ง" ในที่นี้ ไม่ใช่ค่าส่งมาประเทศไทยนะครับ แต่เป็นค่าส่งจากบ้านของคนขาย ( ที่อเมริกา ) ไปที่บริษัท Shipping  ที่เราติดต่อไว้ ( ที่อยู่อเมริกาด้วยกัน - ตามที่เห็นในภาพก่อนหน้านี้ ( ที่ผม "สมมติ" นั่นแหละ ) )

       แล้วทีมงานก็ให้ชื่อและที่อยู่ของบริษัท Shipping ที่เราติดต่อไว้ ให้กับคนขายคนนี้ไป




( ภาพบนที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ใกล้บ้านคนขาย

ภาพจาก dailyherald.com


       ( ภาพบน ) หลังจากคนขายได้รับเงิน และชื่อและที่อยู่ที่จะส่งพัสดุเรียบร้อยแล้ว  คนขายก็เดินทางไปที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู๋ใกล้ๆบ้าน ( ตามที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) แล้วจ้างให้บริษัทไปรษณีย์ดังกล่าว ส่งพัสดุสินค้าไปที่บริษัท Shipping ตามที่เราให้ที่อยู่ไว้



( ภาพบนบริษัทไปรษณีย์ เอาพัสดุมาส่งที่บริษัท Shipping 

ภาพรถ มาจาก linkedin.com


       ( ภาพบน ) เมื่อบริษัทไปรษณีย์ที่อยู่ใกล้บ้านคนขาย ได้รับพัสดุแล้ว บริษัทไปรษณีย์ดังกล่าว ก็นำกล่องพัสดุสินค้านั้น ไปส่งที่บริษัท Shipping ที่อยู่ในอเมริกา ตามชื่อและที่อยู่ที่เราให้ไว้กับคนขาย )




( ภาพบน ) เจ้าหน้าที่จากบริษัท Shipping "เซ็นรับ" กล่องพัสดุสินค้า

ภาพจาก subscriptionschool.com และ qrcodematrix.com


       ( ภาพบน ) เมื่อรถของบริษัทไปรษณีย์เดินทางมาถึงบริษัท Shipping แล้ว  พนักงานไปรษณีย์เขาก็ส่งมอบพัสดุให้แก่พนักงานที่ทำงานที่บริษัท Shipping นั้น

       หลังจากได้รับพัสดุเรียบร้อยแล้ว พนักงานของบริษัท Shipping  ก็ "เซ็นรับ" ลงไปที่แบบฟอร์มของบริษัทไปรษณีย์ แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ( ภาพข้างบนนี้ เป็นภาพสมมติเฉยๆนะครับ )



 
ขอแทรกนิดนึงครับ


       ( ภาพบน ) "ทันที" ที่พนักงานของบริษัท Shipping "เซ็นรับ" กล่องพัสดุสินค้าจากพนักงานไปรษณีย์  ก็ถือว่าความรับผิดชอบของผู้ขายแก้ว ( ที่เราโอนเงินให้ ) หมดลงแค่นี้

       เหตุผลก็เพราะว่า เราได้โอนเงินค่าสินค้า และค่าส่ง ( ซึ่งเป็นค่าส่งจากบ้านผู้ขาย ไปที่บริษัท Shipping ) นั้น ทางผู้ขายก็ได้ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว คือคนขายส่งสินค้าไปที่บริษัท Shipping ตามที่เราบอกไว้ เรียบร้อยแล้ว


       ดังนั้น ปัญหาที่ว่า พัสดุสินค้าชิ้นนี้ จะส่งถึงมือลูกค้าคนไทย ( คือเรา ) หรือไม่ มันก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนขายแก้วคนนี้แล้ว เพราะเขาทำหน้าที่ในส่วนของเขาเรียบร้อยแล้ว คือส่งแก้วมาที่บริษัท Shipping เรียบร้อยแล้ว

       ส่วน "แก้วจะแตก" ระหว่างการเดินทางจากที่ทำการไปรษณีย์ มาที่บริษัท Shipping หรือไม่นั้น  ในเมื่อ พนักงานบริษัท Shipping เซ็นรับพัสดุสินค้าแล้วนั้น  ตามข้อกฏหมาย ก็คือว่าพนักงานบริษัท Shipping นั้น ได้ตรวจสอบดีแล้ว ( ส่วนที่ว่าในความเป็นจริง พนักงานของบริษัท Shipping อาจจะไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย แล้วก็รับพัสดุเอาไว้เลย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

       เพราะเมื่อมีการเซ็นเอกสารรับพัสดุสินค้านั้นไว้แล้ว ก็ถือว่าพนักงานบริษัท Shipping คนนั้น  ได้ตรวจสอบแล้วว่าพัสดุสินค้าอยู่เรียบร้อยครบถ้วนดี แก้วนั้น"ไม่แตก"
)






 
 
ภาพจาก classroom.synonym.com และ omnim2m.com


       ( ภาพบน ) และที่บริษัท Shipping นี้เอง หลังจากได้รับกล่องพัสดุแล้ว  พนักงานของบริษัท Shipping ก็จะ "พิมพ์ฉลากชื่อและที่อยู่ใหม่" 

       โดยชื่อและที่อยู่ใหม่ที่พิมพ์นั้น ก็คือชื่อและที่อยู่ของลูกค้าที่อยู่ประเทศไทยนั่นเอง

       พอพิมพ์เสร็จแล้ว ก็จะแปะชื่อและที่อยู่ใหม่ ( ของลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย ) ทับลงไปบนกล่องพัสดุนั้น


       หลังจากแปะชื่อและที่อยู่ใหม่ ( คือชื่อและที่อยู่ที่จะส่งมาประเทศไทย ) เรียบร้อยแล้ว พนักงานบริษัท Shipping  ก็จะนำเอากล่องพัสดุนั้น ไปเก็บไว้ที่ โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping เพื่อรอนำส่งต่อไป



 
industrial-austin.com


       ( ภาพบน ) กล่องพัสดุสินค้าของเรา จะอยู่ในโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ประมาณ 2 - 3 วัน เพื่อรอบริษัทขนส่ง มารับกล่องพัสดุสินค้าทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรืออีกทีหนึ่ง  



( ภาพบนหลังจากผ่านไป 2 - 3 วัน  ก็จะมีพนักงานขนส่ง มาขนกล่องพัสดุขึ้นรถบรรทุก

ภาพจาก heraldsun.com.au

 

 
 
( ภาพบนจากนั้น พนักงานขนส่ง ก็จะขับรถบบรทุกไปจอดที่ลานขนถ่ายสินค้าใกล้ๆท่าเรือ

ภาพจาก trucks.com และ 1-87vehicles.org



 
( ภาพบนจากนั้น ก็จะขนถ่ายพัสดุสินค้าออกจากรถบรรทุก เอาไปใส่ไว้ในตู้คอนเทนเนอร์

ภาพจาก packer.searates.com

 

 
 ( ภาพบนแล้วก็นำตู้คอนเทนเนอร์นั้น ไปวางไว้บนเรือส่งสินค้า  

ภาพจาก containerbessette.com



 

ภาพจาก m.prachachat.net และ commons.wikimedia.org 



 

 ( ภาพบนปรากฏว่า "พัสดุหาย"  

ภาพจาก .myhermesfail.co.uk


 
 ( ภาพบนหรือ ถึงพัสดุจะไม่หาย แต่พอเปิดกล่องพัสดุออกมาแล้ว ปรากฏว่า "แก้วแตก" ( พัสดุเสียหาย )

ภาพจาก thesun.co.uk


       ( ภาพบน ) เมื่อเรือเดินสินค้าจากประเทศอเมริกา เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว และทำการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ เพื่อจะนำส่งพัสดุสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในประเทศไทย  ก็ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ  

       "กล่องพัสดุสินค้าหาย" - คือหมายความว่า หลังจากเรือขนสินค้ามาถึงท่าเรือในไทยแล้ว  ทางลูกค้าคนไทยก็รอรับสินค้าอยู่ตั้งนาน ก็ไม่ได้รับเสียที  พอตรวจสอบไปที่เรือถ่ายสินค้า ก็ปรากฏว่า ไม่มีพัสดุสินค้าชิ้นนี้ ( คือแก้วที่เราสั่งซื้อมาจากอเมริกา ) เดินทางมากับเรือบรรทุกสินค้าลำนี้แต่อย่างใด  

       คือหมายความว่า จากการตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่มีการนำพัสดุสินค้า ( แก้วที่เราสั่งซื้อจากอเมริกา ) อันนี้ ขึ้นเรือ ที่ท่าเรือที่อเมริกาแต่อย่างใด 

       เมื่อไม่มีการเอาสินค้าแก้วใบนี้ขึ้นเรือบรรทุกสินค้าที่อเมริกา ดังนั้น เมื่อเรือบรรทุกสินค้าลำนี้ เดินทางมาถึงประเทศไทย ก็เลยไม่มีการนำแก้วใบนี้ ลงจากเรือ แต่อย่างใด ( เพราะมันไม่มีแก้วใบนี้ขึ้นเรือตั้งแต่แรก ( ตั้งแต่ที่ท่าเรือที่อเมริกา ) แล้ว


       "สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย" - กรณีที่เป็นไปได้อีกกรณีหนึ่งก็คือว่า ลูกค้าได้รับกล่องพัสดุสินค้านี้แล้ว ( คือกล่องพัสดุไม่หาย ) แต่พอเปิดกล่องพัสดุออกมา ปรากฏว่าแก้วที่สั่งซื้อไปนั้น "แตกละเอียด" เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้


       เมือ่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ ( คือกล่องพัสดุสินค้าหาย หรือไม่ก็  สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย ) เราจะเอาผิดกับใครได้บ้าง? ใครเป็นผู้รับผิดชอบ?  ก็ขอให้ติดตามอ่านในหน้าเวบถัดไปนะครับ



หน้าถัดไป

1  >  2  >  3  >  4