- หน้า 2 - 


1  <  2  >  3  >  4



( ภาพบนเส้นทางการเดินทางของกล่องพัสดุสินค้า จากผู้ขาย มาถึงลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย 


       ( ภาพบน ) จากหน้าเวบก่อนหน้านี้ ขอทบทวนเกี่ยวกับเส้นทางการส่งพัสดุสินค้าจากมือผู้ขาย มาหาลูกค้าที่อยู่ประเทศไทยนะครับ

       นั่นก็คือว่า เส้นทางการส่งพัสดุสินค้าจากมือผู้ขาย มาหาลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย จะมีรูปแบบการเดินทางเหมือนที่เห็นในแผนผังข้างบนนี้นะครับ
 คือจะเดินทางตามแนว เส้นประสีเขียว ที่เห็นอยู่ในภาพแผนผังข้างบนนี้




       ( ภาพบน ) คราวนี้ มาดูกันว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ "กล่องพัสดุสินค้าหาย" คือหมายถึงว่า ลูกค้าคนไทยไปตรวจสอบที่ท่าเรือในประเทศไทย ( ที่เรือสินค้านำกล่องพัสดุสินค้าของลูกค้าคนนี้มาส่งให้ ) แล้วปรากฏว่า "ไม่พบกล่องพัสดุนี้" บนเรือดังกล่าว และ "ไม่พบเอกสารใดๆ" ที่ยืนยันว่ามีการส่งกล่องพัสดุสินค้าดังกล่าว ( ของลูกค้าคนไทยคนนี้ ) มากับเรือด้วยเลย  /  มันเกิดอะไรขึ้น?






       ( ภาพบน ) การที่กล่องพัสดุสินค้าของเราหาย  เมื่อประเมินจากสถานการณ์และเส้นทางการส่งพัสดุแล้ว น่าจะมาจากการที่มีคนมาขโมยพัสดุสินค้าออกจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ที่เราใช้บริการอยู่ ( จุดที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ อยู่ในขั้นตอนที่มี วงรีเส้นขอบสีน้ำเงิน ครอบอยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       ส่วนสาเหตุที่ว่า ทำไมถึงคิดว่ากล่องพัสดุสินค้าของเราหายเพราะถูกขโมยที่ขั้นตอนดังกล่าว ( คือขโมยจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ) เดี๋ยวทีมงานจะอธิบายให้ฟังครับ   ตอนนี้ ดูตามเหตุการณ์ที่ทีมงานเล่าไปเรื่อยๆก่อน







 


 


 

 
( ภาพบน ) ภาพจาก cairnspost.com.au


       ( ภาพบน )  เหตุการณ์ที่สันนิษฐานได้ก็คือว่า เมื่อพนักงานบริษัท Shipping รับกล่องพัสดุสินค้าไว้เรียบร้อยแล้ว ก็พิมพ์ชื่อและที่อยู่ของลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย แล้วแปะทับไปที่กล่องพัสดุสินค้านั้น ( คือ ชื่อและที่อยู่เดิมบนกล่อง มันเป็นชื่อและที่อยู่ของบริษัท Shipping  ซึ่งคนขายเขาเขียนแปะไว้ที่บนกล่อง - ไม่ งง นะครับ  /  ดังนั้น เมื่อทางบริษัท Shipping เขาจะส่งต่อพัสดุสินค้ากล่องนี้ มาให้ลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย  เขาก็ต้องเขียนชื่อและที่อยู่ใหม่ ( ซึ่งเป็นชื่อและที่อยู่ของลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย ) แล้วแปะลงไปบนกล่องพัสดุใบนั้นอีกที )

       เมื่อพนักงานพนักงานบริษัท Shipping  พิมพ์ชื่อและที่อยู่ของลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย แล้วแปะทับไปที่กล่องพัสดุสินค้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะนำกล่องพัสดุสินค้านั้นไปเก็บไว้ที่ โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping  /  เพื่อ "รอ" รถบรรทุกมารับพัสดุทั้งหมดในคลังเก็บสินค้าไป  /  ซึ่งขั้นตอนการ "รอ" นี้ อาจใช้เวลา 2 - 3 วัน

      
ในขั้นตอนการ "รอ" 2 - 3 วันนี้เอง ก็อาจจะมีมือดี ( ขโมย ) มาขโมยกล่องพัสดุสินค้า ( ของเรา ซึ่งเป็นคนไทย ) ในโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ไป



 

       ( ภาพบน ) นั่นก็หมายความว่า ในวันรุ่งขึ้น ( คือ "วันถัดมา"  หลังจากที่มีขโมย มาขโมยกล่องพัสดุสินค้าของเราไปแล้ว ) ตอนที่รถบรรทุกเข้ามาขนพัสดุสินค้าในโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shippingนั้น  ก็ไม่มีพัสดุสินค้าของเราอยู่ในคลังแล้ว ( คือไม่มีพัสดุสินค้าอยู่ตรงบริเวณที่มี ลูกศรสีแดง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้แล้ว )

      
คือ พัสดุสินค้าของคนไทย ( ของเรา ) มันหายไปตั้งแต่คืนก่อนหน้าที่รถบรรทุกในภาพข้างบนนี้จะมารับพัสดุจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping แล้ว



 
ขอแทรกนิดนึงครับ


       ( ภาพบน ) การขโมยพัสดุสินค้าจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping นั้น ไม่ยากอย่างที่คิด และที่สำคัญคือ น่าจะเป็น "คนใน"


( ภาพบน ยาม


 
( ภาพบนกล้องวงจรปิด 

ภาพจาก amazon.com และ bycon.com.br


       ( ภาพบน ) โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping  เขาต้องมีทั้งยาม มีทั้งกล้องวงจรปิดตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาแน่นอน  ดังนั้น คงไม่มีโจรที่เป็น "คนนอก" คนไหนที่จะโง่เดินฝ่ายาม และหลบกล้องวงจรปิดเข้าไปขโมยของในคลังหรอกครับ  มันต้องเป็น "คนใน" อย่างแน่นอน

       เพราะ "คนใน" อาจจะไม่ต้องรอให้ถึงกลางคืนก็ได้  แค่ทำเป็นเข้าไปเบิกของในโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping  ก็สามารถหยิบของ ( ขโมยของ ) ที่ต้องการออกมาจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping โดยซ่อนมาพร้อมกับกล่องพัสดุสินค้าอื่นๆก็ได้

       หรือถ้าจะขโมยตอนกลางคืนก็ไม่ยาก เพราะ "คนใน" ย่อมรู้เวลา "เปลี่ยนกะ" ของยาม รวมไปถึง รู้ถึง "มุมอับของกล้องวงจรปิด" จึงสามารถหลบหลีกการตรวจสอบพบเห็นได้โดยไม่ยาก


 

       ( ภาพบน )  อีกทั้ง ต้องเป็น "คนใน" เท่านั้น ถึงจะมีเวลาตรวจสอบว่ากล่องพัสดุกล่องไหนที่จะส่งไปให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เช่นประเทศไทย  แล้วคนร้ายก็ "เลือกขโมย" เฉพาะกล่องพัสดุที่จะถูกส่งไปประเทศไทย  หรือส่งไปประเทศอื่นๆนอกนอกประเทศอเมริกา 

       เพราะถ้าคนร้าย มันขโมยแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ไปขโมยของลูกค้าที่เป็นคนอเมริกันด้วยกันเอง  เดี๋ยวพอลูกค้าที่อยู่อเมริกาไม่ได้รับของ ลูกค้าที่อยู่อเมริกา ก็จะเดินทางมาหาที่บริษัท Shipping นี้เลย รวมไปถึงการแจ้งความให้ตำรวจมาลากคอตัวคนร้ายอีก

       แต่หากคนร้าย มันขโมยของคนเอเซีย  ถึงเจ้าของพัสดุจะรู้ตัว มันก็ "ไม่คุ้มที่จะเดินทางจากประเทศไทย มาแจ้งความเอาเรื่องกับขโมยคนนี้ที่อเมริกา" ( ไม่คุ้มค่าเครื่องบิน )

       แสดงว่าขโมยคนนี้ คงจะ ทำอย่างนี้หลายครั้งแล้ว และก็รอดมาทุครั้ง โดยไม่เคยโดนเอาเรื่องแจ้งจับ เพราะลูกค้าที่อยู่เอเซีย ขี้เกียจบินมาประเทศอเมริกา เพื่อเอาเรื่องกับขโมยคนนี้

       ซึ่งคนที่จะโดนต่อว่ามากที่สุดก็คือ "เจ้าของบริษัท Shipping"  คือโดนลูกค้าที่อยู่ประเทศไทยต่อว่าว่าทำกล่องพัสดุสินค้าของเขาหาย

       แต่เจ้าของบริษัท Shipping ก็เอาตัวรอดมาได้ เพราะลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย ก็ไม่ได้แจ้งความเอาผิดกับ เจ้าของบริษัท Shipping อยู่ดี ( เพราะไม่คุ้มกับค่าเครื่องบิน ที่จะบินจากประเทศไทย มาเอาเรื่อง เจ้าของบริษัท Shipping ที่อยู่ประเทศอเมริกา )





( ภาพบน ) ลูกค้าเมลล์ไปพูดคุยกับคนขาย

ภาพจาก commons.wikimedia.org


       ( ภาพบน ) เมื่อลูกค้ารู้ตัวว่า กล่องพัสดุสินค้าหายหายแน่แล้ว ( เพราะไม่เจอที่ท่าเรือ )  ก็เลยเมลล์ไปบอกคนขายว่าไม่ได้รับพัสดุสินค้าที่สั่งไป ให้คนขายช่วยติดตามพัสดุกล่องดังกล่าวให้หน่อย




( ภาพบนคนขายงัดเอาภาพหลักฐานการเซ็นรับพัสดุของบริษัท Shipping มาให้เราดู


       ( ภาพบน )  คนขายก็จะหายไปสักพัก แล้วก็ส่งภาพถ่ายเอกสารยืนยันการ "เซ็นรับ" พัสดุสินค้าของพนักงานบริษัท Shipping เอามาให้เราดู  

       ซึ่งในหลักฐานมันก็มีลายเซ็นของพนักงานของบริษัท Shipping ที่เซ็นรับพัสดุสินค้าเอาไว้จริงๆ

       นั่นก็แปลว่าทางคนขาย เขาก็ทำตามที่เราบอกแล้วอย่างครบถ้วน นั่นก็คือการส่งพัสดุสินค้าไปที่บริษัท Shipping ตามที่เราบอกเอาไว้แล้ว

       สรุป ณ.ตรงนี้ก่อนว่า การที่เราติดต่อไปทางคนขายนั้น คนขายเขาก็ตอบเมลล์เรากลับมา ( คือมีการสนทนากันได้ ) เพียงแต่ว่า คนขายเขาไม่ขอรับผิดชอบกับการที่พัสดุหายในครั้งนี้ เพราะว่าเขาได้ทำในส่วนที่เขารับผิดชอบครบถ้วนแล้ว ( ที่ว่า ทำในส่วนที่เขารับผิดชอบครบถ้วน ก็คือการที่เขาส่งพัสดุสินค้าไปที่บริษัท Shipping เรียบร้อยแล้วนั่นเอง  /  โดยมีลายเซ็นของพนักงานบริษัท Shipping ปรากฏอยู่ในเอกสารการเซ็นรับกล่องพัสดุสินค้านั้น  เป็นตัวยืนยันว่าบริษัท Shipping ได้รับพัสดุกล่องพัสดุนี้ไปแล้ว





( ภาพบนลูกค้าเมลล์ไปพูดคุยกับบริษัท Shipping


       ( ภาพบน ) หลังจากการพูดคุยกับคนขายแล้วไม่ได้ผล  เราก็ลองมาเมลล์คุยกับบริษัท Shipping ดูบ้าง โดยมีหัวข้อที่คุยดังนี้คือ

       ประเด็นที่ 1 - ทางเจ้าของพัสดุสินค้า เขามีหลักฐานว่า พนักงานบริษัทของคุณ เซ็นรับพัสดุสินค้าเอาไว้แล้ว ดังนั้น ขอให้คุณรับผิดชอบเรื่องพัสดุสินค้าหายในครั้งนี้ด้วยนะ


       ประเด็นที่ 2 - ยังไงก็ตาม ในเบื้องต้นนี้ ผมขอดู "หลักฐานการส่งพัสดุสินค้าไปที่เรือบรรทุกสินค้า" หน่อยสิ  คือผมอยากรู้ว่า มันมีการขนส่งสินค้าจาก โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ของคุณ ไปที่ท่าเรือ จริงหรือเปล่า?   


       ประเด็นที่ 3 - ถ้าคุณหาหลักฐานการส่งพัสดุสินค้าของผมไปที่ท่าเรือไม่ได้ ก็แสดงว่าสินค้าของผม หายไปในช่วงที่อยู่ที่โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ของคุณนั่นแหละ  ยังไงเสีย คุณก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี แสดงความเป็นลูกผู้ชาย ยอมรับผิดด้วยนะ 


       ประเด็นที่ 4 - ถ้าคุณ ( หมายถึงบริษัท Shipping ) ไม่รู้จะเอาผิดกับใคร  คุณก็เล่นไปตามตัวอักษรเลย คือ ขั้นแรกคุณก็ชำระเงินคืนให้ผมก่อน จากนั้น คุณก็ไป "ไล่เบี้ย" คือเก็บเงินจากพนักงานบริษัทคุณที่เซ็นชื่อรับพัสดุสินค้าในตอนแรกนั่นแหละ 



       คุณต้องทำให้ครบทั้ง 4 ประเด็นข้างบนนี้นะ ผมถึงจะได้รับความยุติธรรม ( ลูกค้าเขียนเมลล์ไปอย่างนี้ )




 ( ภาพบนบริษัท Shipping บล็อคเมลล์เราเลย


       ( ภาพบน ) ผลปรากฏว่า นอกจากบริษัท Shipping จะ ไม่ตอบ "แม้แต่ประเด็นเดียว" ( ใน 4 ประเด็นที่เราส่งไป ) เขายัง บล็อคเมลล์เราด้วย ( ดังนั้น เรื่อง "คืนเงิน"  ก็ไม่ต้องไปฝันถึง เพราะขนาดตอบเมลล์ เขายังไม่ตอบเลย

       เหตุผลที่บริษัท Shipping ไม่ตอบ ก็ง่ายๆ นั่นคือว่า เขาไม่สามารถโยนความรับผิดชอบไปให้คนอื่นได้ ( คือ ทางคนขายยังโยนความรับผิดชอบมาให้บริษัท Shipping ได้  แต่บริษัท Shipping ไม่รู้จะโยนความรับผิดชอบไปให้ใคร ) และประเด็นทั้ง 4 ข้อที่เราส่งไป เขาก็เถียงเราไม่ได้ และเมื่อเถียงเราไม่ได้ เขาก็เลือกใช้วิธีบล็อคเมลล์ลูกค้าอย่างเราไปเลยดีกว่า



iflya380.com


       ( ภาพบน ) ที่บริษัท Shipping  "กล้า" ที่จะไม่คุยกับเรา  "กล้า" ที่จะไม่รับผิดชอบอะไรให้เราเลยนั้น ก็เพราะบริษัท Shipping เขา จับจุดอ่อนลูกค้าคนเอเซียอย่างเรา ได้ว่า ยังไงก็ "ไม่คุ้มแน่" สำหรับลูกค้าคนไทยอย่างเรา ที่จะเสียค่าเครื่องบิน บินจากประเทศไทยไปประเทศอเมริกา เพื่อจะไปแจ้งตำรวจจับเขา ( ในข้อหาที่ "เบี้ยว" ไม่จ่ายเงินคืนให้เรา



 jasper9790vm907.wordpress.com


       ( ภาพบน ) และก็ไม่คุ้มกับค่าจ้างทนาย และค่าเสียเวลาที่จะดำเนินคดีกับเขาในเรื่องที่เขาไม่รับผิดชอบค่าเสียหายจากการที่พัสดุหายในครั้งนี้  

       ด้วยเหตุผลนี้ ( ที่คนไทยคิดว่าไม่คุ้มกับค่าเครื่องบิน และไม่คุ้มกับค่าจ้างทนายในการดำเนินคดี ) ก็เลยเป็นเหตุให้บริษัท Shipping "กล้า" ที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิงกับลูกค้าคนเอเซียอย่างเรานั่นเองครับ



หน้าถัดไป

1  <  2  >  3  >  4