- หน้า 3 - 


1  <  2  <  3  >  4



       ( ภาพบน )  คราวนี้เรามาลองดูอีกเหตุการณ์หนึ่งกันครับ  /  สมมติว่าเราได้รับกล่องพัสดุสินค้าจากท่าเรือขนส่งเรียบร้อยแล้ว ( คือ พัสดุสินค้าไม่หาย ) แต่ว่าพอเปิดกล่องพัสดุแล้ว พบว่าสินค้าเสียหาย นั่นก็คือ แก้วที่เราสั่งซื้อไปนั้น แตกละเอียดเหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้




( ภาพบนลูกค้าเมลล์ไปพูดคุยกับคนขาย 


       ( ภาพบน ) เราก็เริ่มต้นด้วยการเมลล์ไปคุยกับคนขายก่อนว่า สินค้าแก้วที่สั่งซื้อจากคุณนั้น แตกละเอียดเลย คุณจะรับผิดชอบอย่างไรได้บ้าง เดือนนี้ จ่ายคืนครึ่งหนึ่งก่อนก็ได้นะ เดือนหน้าค่อยจ่ายส่วนที่เหลือก็ได้ ( ลูกค้าแสดงความใจดีให้คนขายเห็น ด้วยการบอกให้ทะยอยจ่ายคืนทีละครึ่งก็ได้ )




( ภาพบนคนขายงัดเอาภาพหลักฐานการรับพัสดุของบริษัท Shipping มาให้เราดู


       ( ภาพบน ) แล้วก็เหมือนเคสก่อนหน้านี้ คือคนขายก็ไปงัดหลักฐานเรื่องการเซ็นรับพัสดุของบริษัท Shipping มาให้เราดู พร้อมทั้งบอกด้วยว่า สินค้านั้น ไม่ได้เสียหายระหว่างการเดินทางจากบ้านเขาไปบริษัท Shipping อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น ทางเจ้าหน้าที่บริษัท Shipping คงไม่เซ็นรับพัสดุสินค้าหรอก ( คือความจริงแล้ว มันอาจจะแตกในขั้นตอนการเดินทางนี้จริงๆก็ได้ แต่บังเอิญว่าเจ้าหน้าที่จากบริษัท Shipping คนนี้ "สะเพร่า" ไม่ตรวจพัสดุให้ดีเสียก่อน ดันเซ็นรับพัสดุเลย

       ซึ่งการเซ็นรับพัสดุเลย ก็เหมือนกับการยอมรับว่า ได้ตรวจสอบพัสดุเรียบร้อยแล้ว ( ว่าสินค้าไม่เสียหาย ) ถึงได้รับพัสดุไว้ ด้วยการเซ็นรับพัสดุ





( ภาพบนลูกค้าเมลล์ไปพูดคุยกับบริษัท Shipping


       ( ภาพบน ) เมื่อลูกค้าเห็นว่าไม่สามารถทวงเงินจากคนขายได้แน่แล้ว เพราะคนขายเขาก็พูดมีเหตุผล ( คือพูดเรื่องการเซ็นรับพัสดุสินค้าโดยพนักงานของบริษัท Shipping เอง ) ดังนั้น เราจึงเมลล์ไปคุยกับบริษัท Shipping ด้วยประเด็นดังนี้คือ

      
ประเด็นที่ 1 - เราได้รับพัสดุสินค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าสินค้าภายในกล่อง ซึ่งเป็นแก้ว ได้แตกละเอียดเสียหายใช้การไม่ได้  ซึ่งความรับผิดชอบก็ต้องเป็นของคุณ คือคุณควรจะจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด

       แต่ "ข่าวดี" ก็คือว่า ทางคนขายของ เขาจ่ายค่ารับผิดชอบไปครึ่งหนึ่งแล้ว คุณ ( หมายถึงบริษัท Shipping ) จ่ายค่าเสียหายแค่ครึ่งเดียวเอง - เราพูดไปแบบนี้ 

* * * หมายเหตุ - กรณีนี้ มันก็เป็น ชั้นเชิงการพูดของเรา  คือจริงๆแล้ว เราไม่ได้รับค่าเสียหายอะไรจากคนขายเลย แต่เราก็ "สร้างสถานการณ์" หลอกบริษัท Shipping ในรูปแบบที่ว่า ทางคนขายเขายังมีความรับผิดชอบจ่ายครึ่งหนึ่งเลย  ดังนั้น ทางบริษัท Shipping ก็ควรจะจ่ายค่าเสียหายส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งด้วย ( คือเราคิดว่า จากการที่สินค้าเสียหายในครั้งนี้ เราได้ค่าเสียหายสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี โดยเรียกเอาจากบริษัท Shipping นี่แหละ ) *


       ประเด็นที่ 2 - มันเป็นความผิดของพนักงานบริษัทของคุณเอง ที่ไม่ตรวจพัสดุให้ดีเสียก่อนว่า แก้วที่อยู่ข้างในกล่องมันแตกหรือไม่ แล้วพอไม่ตรวจให้ดี ก็ดันไปเซ็นรับพัสดุ  ดังนั้น มันก็เป็นความรับผิดชอบของบริษัท Shipping ของคุณนั่นแหละ ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ผม

       แล้วพอคุณจ่ายค่าเสียหายให้ผม คุณก็ค่อยไป "ไล่เบี้ย" เก็บเงินคืนเอาจากพนักงานเซ็นรับพัสดุสินค้าคนนั้น ซึ่งเป็นพนักงานในบริษัทของคุณเอาเอง  ณ.ตอนนี้ ทางบริษัท จะต้องออกค่าใช้จ่าย ( ค่าเสียหาย ) ตรงนี้ให้ผมก่อนนะ - เราพูดไปแบบนี้


       ประเด็นที่ 3 - ถ้าคุณคิดว่า ความเสียหายมันเกิดภายหลังจากพนักงานบริษัทคุณเซ็นรับของไว้แล้ว เพราะพนักงานบริษัทคุณได้ตรวจสอบละเอียดดีแล้วว่ามันไม่แตก ( พูดง่ายๆคือ คุณจะไม่ให้พนักงานบริษัทคุณรับผิดชอบ ว่ายังงั้นเถอะ )  แต่ความเสียหาย เกิดจากตอนที่บริษัทขนส่ง มานำพัสดุดังกล่าวไปที่ท่าเรือ 

       ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ( คือผู้ทำให้เสียหาย คือพนักงานจากบริษัทขนส่ง โยนพัสดุขึ้นรถด้วยความไม่ระมัดระวัง เลยทำให้แก้วในกล่องพัสดุแตก ) คุณก็ไม่ควร "ปัดภาระ" ให้ผมไปทวงเงินจากพนักงานขนส่งคนนั้นเอง

      
คุณควรจ่ายค่าเสียหายให้ผมก่อน แล้วคุณค่อยไป "ไล่เบี้ย" เก็บเงินคืนจากบริษัทขนส่งนั้นในภายหลัง

       เหตุผลที่คุณควรไป "ไล่เบี้ย" เก็บเงินคืนจากบริษัทขนส่งนั้นในภายหลัง ก็เพราะว่า ตอนทำสัญญาจ้างให้บริษัท Shipping ของคุณส่งพัสดุให้กับผมนั้น  ผมทำสัญญาจ้างกับคุณ  /  ส่วนการที่คุณไปทำสัญญาจ้างให้บริษัทขนส่ง เพื่อนำพัสดุสินค้าไปส่งที่ท่าเรือนั้น เป็นการทำสัญญาระหว่างบริษัท Shipping ของคุณกับบริษัทขนส่งอันนั้นเอง  "ซึ่งผมไม่เกี่ยว"

       ดังนั้น เมื่อสินค้าเสียหาย คุณก็ควรจะเป็นคนที่รับผิดชอบค่าเสียหายให้กับผม เพราะคุณเป็นคู่สัญญากับผม  ไม่ใช่ให้ผม ตามไปเก็บเงินจากบริษัทขนส่งเอาเอง  เพราะว่าผมไม่ใช่คู่สัญญากับบริษัทขนส่งนั้น ( คุณนั่นแหละ เป็นคู่สัญญากับบริษัทขนส่ง ดังนั้น หลังจากที่คุณออกเงินของคุณคืนมาให้ผมแล้ว คุณก็ค่อยไปไล่เบี้ยขอเงินคืนจากบริษัทขนส่งเอาเองในภายหลัง




( ภาพบนบริษัท Shipping บล็อคเมลล์เราเลย


       ( ภาพบน ) ผลปรากฏว่า นอกจากบริษัท Shipping จะ ไม่ตอบ "แม้แต่ประเด็นเดียว" ( ใน 3 ประเด็นที่เราส่งไป ) เขายัง บล็อคเมลล์เราเลยด้วย ( ดังนั้น เรื่อง "คืนเงินครึ่งหนึ่ง"  ก็ไม่ต้องไปฝันถึง เพราะขนาดตอบเมลล์ เขายังไม่ตอบเลย

       ไม่คืนเงิน ( ทั้งๆที่เราขอให้เขารับผิดชอบแค่ครึ่งเดียวของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ) , ไม่ชี้แจง , ไม่แก้ตัวใดๆทั้งสิ้น - คือมองว่าลูกค้าอย่างเรา เป็นสิ่งที่ไม่มีค่า ไม่ต้องตอบเมลล์ก็ได้ บล็อคเสียเลย อะไรแบบนั้น

       เหตุผลที่บริษัท Shipping ไม่ตอบ ก็ง่ายๆ นั่นคือว่า ถ้าให้เลือกระหว่างลูกค้า8oเอเซียอย่างเรา กับการที่จะต้องทำให้พนักงานบริษัท ( คนที่เซ็นรับพัสดุในวันนั้น ) รวมไปถึงพนักงานขนส่ง ต้องผิดใจกันกับบริษัท Shipping  เขาขอเลือกพนักงานบริษัท และพนักงานขนส่งจะดีกว่า เพราะบริษัท Shipping ยังจะต้องร่วมงานกับพนักงานบริษัทคนนั้น และพนักงานขนส่งชุดนั้นอีกหลายครั้งในอนาคต  ส่วนลูกค้าเอเซียอย่างเรา ก็ "ช่างหัวมัน" หาเอาใหม่ก็ได้!

       ด้วยความที่ต้องการ รักษาสายสัมพันธ์ กับพนักงานบริษัทของเขา ( คนที่เซ็นรับพัสดุในวันนั้น ) รวมไปถึงการ รักษาสายสัมพันธ์  กับพนักงานขนส่ง  มากกว่าที่จะรักษาสายสัมพันธ์กับลูกค้าคนเอเซียอย่างเรา ดังนั้น เขา ( หมายถึงบริษัท Shipping ) ก็เลยเลือกที่จะ "เบี้ยว" ไม่จ่ายเงินคืนให้กับลูกค้าคนเอเซียอย่างเรา ( เขาจะได้ไม่ต้องไปไล่เบี้ยเรียกเก็บเงินกับพนักงานบริษัทเขา และพนักงานขนส่ง ให้เสียสายสัมพันธ์กันเปล่าๆ )

       และคิดว่าไหนๆก็จะเบี้ยวแล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งหาเหตุผลมาแก้ตัวให้ยุ่งยาก ก็แค่ "ไม่ตอบ" ด้วยการบล็อคเมลล์ลูกค้าคนเอเซียไปเลยดีกว่า




( ภาพบน ไม่คุ้มค่าเครื่องบิน ที่จะบินมาเอาเรื่องที่อเมริกา



( ภาพบนไม่คุ้มค่าจ้างทนาย ไม่คุ้มค่าเสียเวลา ที่จะมาดำเนินคดี


       ( ภาพบน )  ที่บริษัท Shipping "กล้า" เบี้ยวเรา ไม่จ่ายเงินเราแม้แต่เหรียญเดียว ( แม้ว่าเราจะเรียกร้องค่าเสียหายไปแค่ครึ่งเดียว ) ก็เพราะบริษัท Shipping เขารู้ว่า สำหรับลูกค้าคนเอเซียอย่างเรานั้น มันไม่คุ้มกับค่าเครื่องบิน ( เมื่อเทียบกับค่าความเสียหายของสินค้าที่แตก )  และไม่คุ้มกับค่าจ้างทนาย และไม่คุ้มกับค่าเสียเวลาขึ้นๆลงๆที่ศาล ในการที่จะฟ้องร้องเอาค่าเสียหายจากเขา

       มันง่ายกว่า ที่จะ "ไม่รับผิดชอบ" ค่าเสียหายอะไรให้เราทั้งสิ้น  อยากด่าก็ด่าไป อยากดำเนินคดี ก็ดำเนินคดีไป กล้าเสียค่าเครื่องบินมาอเมริกาไหมล่ะ? ( บริษัท Shipping เขาคิดกันอย่างนี้ )


       เอาล่ะครับ จบเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายเอาไว้ตรงนี้  ตอนนี้ทีมงานขอพูดถึงช่วงเหตุการณ์ที่สินค้านี้ได้รับความเสียหายหน่อยนะครับ





       ( ภาพบน ) การที่พัสดุสินค้าของเราเสียหาย   เมื่อประเมินจากสถานการณ์ตามที่เห็นในแผนผังการส่งพัสดุ ในภาพข้างบนนี้แล้ว  สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากช่วงที่มีการขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกที่จะนำไปส่งที่ท่าเรือนะครับ ( อยู่ในขั้นตอนที่มี วงรีเส้นขอบสีน้ำเงิน ครอบอยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       สาเหตุที่สันนิษฐานอย่างนี้ก็เพราะว่า ... ( ข้างล่างนี้ครับ









       ( ภาพบน ) ที่สันนิษฐานว่า "ไม่น่าจะใช่" ช่วงการส่งพัสดุในช่วงแรก ( ตามที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) ก็เพราะว่า

       ทางผู้ขาย ซึ่งขายแก้วทางออนไลน์มาก่อนแล้ว ย่อมมี "ประสบการณ์" ดังนี้คือ

      
ห่อของด้วยพัสดุที่แน่นหนา เพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้นๆ ( คือจากบ้าน ไปที่ทำการไปรษณีย์ แล้วก็จากที่ทำการไปรษณีย์ ไปที่บริษัท Shipping ) คือแน่ใจว่า การขนส่งในระยะแค่ในประเทศ ( คือในอเมริกาด้วยกันเอง ) สินค้าที่เป็นแก้วนี้ ไม่เสียหายแน่นอน


       คนขายคงจะกำชับกับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่า ข้างในกล่องพัสดุเป็นแก้ว ขอให้ระมัดระวังในการส่งด้วย


       ขณะที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ขับรถ นำแก้วใบนี้ไปส่งที่บริษัท Shipping ก็คงจะขับด้วยความระมัดระวัง เพราะได้รับการกำชับจากลูกค้ามาว่าภายในกล่องพัสดุนี้เป็นแก้ว  เพราะถ้าแก้วเกิดแตกระหว่างการเดินทาง แล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่บริษัท Shipping เปิดกล่องดู แล้วเห็นว่าแก้วข้างในกล่องแตก  เจ้าหน้าที่บริษัท Shipping ก็จะ "ไม่เซ็นรับพัสดุ"


       มาดูขั้นตอนต่อไปกันครับ







 


 

       ( ภาพบน ) ที่สันนิษฐานว่า "ไม่น่าจะใช่" ช่วงบริษัท Shipping รับของไว้ ( ตามที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) ก็เพราะว่า  

       ขั้นตอนการ "เขียนชื่อใหม่ แล้วแปะลงไปบนหน้ากล่องพัสดุเดิม" ไม่มีอะไรที่ต้องมีการโยน หรือการกระแทกกับกล่อง จนถึงขนาดต้องทำให้แก้วที่อยู่ภายในกล่องเสียหาย 



labelvalue.com 


       ตามปกติ ในขั้นตอนการส่งพัสดุโดยไปรษณีย์นั้น หากเป็นของบอบบาง ทางลูกค้าก็จะกำชับเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงการติดสติกเกอร์ที่มีข้อความเตือน ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) เพื่อสื่อสารกับพนักงานที่จะขนส่งพัสดุชิ้นนี้ว่า ให้ระวังสินค้าที่อยู่ในกล่องพัสดุนี้ให้ดี มันเป็นแก้ว อาจจะแตกเสียหายได้ถ้าไม่ขนส่งด้วยความระมัดระวัง 

       ซึ่งในขั้นตอนของการเขียนชื่อใหม่แล้วแปะลงบนกล่อง  รวมไปถึงขั้นตอน การถือกล่องพัสดุนั้นไปเก็บที่โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping   ก็เป็นขั้นตอนที่ "ไม่ได้รีบร้อนอะไร"

       เมื่อเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้รีบร้อนอะไร  คนที่เขียนชื่อใหม่ หรือคนที่ยกพัสดุนี้ไปเก็บที่โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้า  ก็คงจะ เห็นข้อความเตือนที่สติกเกอร์ อันนี้ ( ที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )

       เมื่อเขาเห็นข้อความเตือนที่สติกเกอร์ อันนี้ เขาก็จะรู้ว่าพัสดุในกล่องนั้น เป็นแก้ว ซึ่งอาจแตกหักเสียหายได้ง่ายถ้าไม่ระมัดระวัง  ดังนั้น เขาก็จะระมัดระวังในการเขียน และระมัดระวังในการถือไปเก็บ ไว้ที่โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping  เป็นอย่างดี

       ซึ่งผลของการระมัดระวังนี้เอง ทางทีมงานจึงสันนิษฐานว่าแก้วในกล่องพัสดุ ไม่น่าจะแตกในช่วงนี้

       ช่วงที่ทีมงานสันนิษฐานว่าน่าจะทำให้แก้วแตก มันอยู่ในช่วงข้างล่างนี้ครับ






( ภาพบนช่วงของการย้ายสินค้าจากคลัง ไปขึ้นรถบรรทุก เป็นช่วงที่ "เสี่ยง" ที่สุด


       ( ภาพบน ) ทีมงานคิดว่า ช่วงที่อันตรายที่สุดสำหรับการทำให้แก้วในกล่องพัสดุใบนี้แตกก็คือช่วงการที่รถบรรทุกมาขนสินค้าออกจากคลัง ( เพื่อจะนำไปส่งที่ท่าเรือ ) นี่แหละ มาดูกันว่าทำไมทีมงานถึงคิดอย่างนั้น




chambersnz.co.nz



tagld.com


       ( ภาพบน ) แม้ว่ากล่องพัสดุสินค้าในโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping จะมีแก้วบรรจุดอยู่ในกล่องพัสดุด้วย  แต่ก็ต้อง "ไม่ลืมว่า" มันก็จะมีกล่องพัสดุที่ใส่พวกเสื้อยืด เสื้อเชิ๊ต ซึ่งยากต่อการแตก หรือการทำลาย ได้ถูกบรรจุไว้ในกล่องพัสดุ แล้วก็นำกล่องพัสดุนั้น มาวางไว้ในโรงเก็บกล่องที่เดียวกันด้วย 



 
 ( ภาพบน ) ภาพจาก commons.wikimedia.org และ inquisitr.com 


       ( ภาพบน ) ที่อเมริกาเขาถือว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง  ดังนั้น เมื่อรถขนส่งสินค้ามาถึง พนักงานของรถขนส่งสินค้านั้นก็ต้องรีบเอาของขึ้นรถบบรทุกด้วยความเร็ว เพราะจะต้องไปรับของที่โกดังของบริษัทอื่นด้วย ( เวลาเป็นเงินเป็นทอง )

       ด้วยความเร่งรีบนี้เอง พนักงานของรถบรรทุก ก็เลย "โยน" กล่องพัสดุทั้งหมดในโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ขึ้นรถบรรทุก  โดยสันนิษฐานเอาว่าของในกล่องพัสดุ คงจะทนต่อความเสียหายได้ดี ( คือคิดว่า ของในกล่องพัสดุอาจจะเป็นเสื้อยืดหมดก็ได้  /  ไม่ได้เผื่อใจไว้บ้างเลยว่าของบางกล่องอาจรจะเป็นแก้วที่แตกได้ก็ได้
 



 

       ( ภาพบน )  และผลจากการรีบ และการโยนของขึ้นรถบรรทุกนี้เอง ก็เลยทำให้แก้วนั้น "แตก" ตั้งแต่ในขั้นตอนนี้แล้ว

       ดังนั้น พอพัสดุสินค้านี้เดินทางขึ้นเรือ และมาส่งให้มาถึงมือลูกค้าคนไทยแล้ว   พอลูกค้าเปิดกล่องออกดู ก็เลยเห็นสภาพแก้วแตกเหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้นั่นเองครับ


       ในหน้าเวบถัดไปซึ่งเป็นหน้าสุดท้าย  ทีมงานจะแนะนำวิธีป้องกันทั้งในเรื่อง "กล่องพัสดุสินค้าหาย" และ "สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย" ให้นะครับ 



หน้าถัดไป

1  <  2  <  3  >  4