- หน้า 4 ( หน้าสุดท้ายครับ ) - 


1  <  2  <  3  <  4


       ( ภาพบน )  จากที่คุณผู้อ่านได้อ่านหน้าเวบที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ในเรื่องของการที่ "กล่องพัสดุสินค้าหาย" ก็ดี หรือการที่ "สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย" ก็ดี ล้วนแต่จะต้องมีบริษัท Shipping เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น  /  ลองพิจารณาด้วยตัวเองก็จะเห็นจริงตามนี้นะครับว่า

       เพราะมีบริษัท Shipping อยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าด้วย  เวลาที่กล่องพัสดุสินค้าหาย หรือ สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย  ทางคนขายก็จะ "เกี่ยง" หรือ "ปัดความรับผิดชอบ" ไปที่บริษัท Shipping นั้นทันที 

       ลองคิดดูเล่นๆนะครับว่า ถ้าไม่มีบริษัท Shipping อยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าเลย  เวลาที่กล่องพัสดุสินค้าหาย หรือ สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย ขึ้นมา  ทางผู้ขายส่วนมากจะรับผิดชอบให้ทั้งนั้นแหละครับ

       ที่ผู้ขายเขายอมส่งของใหม่ให้  เหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะผู้ขายเกี่ยงไปให้คนอื่นรับผิดชอบไม่ได้  และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า ผู้ขายเขาก็อยากจะเอาใจลูกค้า เผื่อว่าเมื่อลูกค้าประทับใจแล้ว ก็จะได้กลับมาซื้อของที่ร้านออนไลน์ของเขาอีกในอนาคต   รวมไปถึงการที่ลูกค้าคนนั้น อาจจะช่วยเชียร์เพื่อนๆ  ให้เข้ามาอุดหนุนร้านของเขาด้วยนั่นเอง


       เพราะมีบริษัท Shipping อยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าด้วย ก็เลยทำให้ ขั้นตอนการสั่งซื้อมันยืดยาวออกไป แทนที่จะเป็นการส่งตรงจากผู้ขาย ไปถึงลูกค้าที่อยู่เมืองไทยเลย ซึ่งจะสั้นกว่ากันเยอะ 

       และด้วยการที่มีขั้นตอนที่ยืดยาว ( เพราะมีบริษัท Shipping เข้ามาเกี่ยวข้อง ) นี้เอง ก็เหมือนเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่กล่องพัสดุสินค้าจะหาย หรือ สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหายได้มากขึ้นไปอีก 


       ยกตัวอย่างเช่น การที่สินค้าที่เป็นแก้ว ต้องแตกเสียหายในกล่องพัสดุ ( เหมือนกรณีที่ทีมงานยกตัวอย่างมาให้ดูนี้ )  จะเห็นได้ว่า เพราะมันมีขั้นตอนที่บริษัทขนส่ง ต้องขับรถบบรทุกมารับสินค้า โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping   มันก็เลยมีการ "โยน" กล่องพัสดุดังกล่าว ( ที่ข้างในกล่องพัสดุนั้นมีแก้ว ) ขึ้นรถบรรทุก แล้วทำให้แก้วในกล่องพัสดุนั้นแตก

       ลองคิดดูเล่นๆนะครับว่า ถ้าไม่มีบริษัท Shipping อยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าเลย  มันก็จะไม่มีการโยนกล่องพัสดุสินค้าขึ้นรถบรรทุก ถูกไหมครับ? เพราะมันจะไม่มีขั้นตอนที่รถบรรทุกขับมารับพัสดุสินค้าจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping นั่นเอง  /  และเมื่อไม่มีการโยนกล่องพัสดุสินค้าขึ้นรถบรรทุก  มันก็เลยไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับแก้วที่อยู่ข้างในกล่องพัสดุนั้น ถูกไหมครับ?


       สรุปว่า ถ้าคุณผู้อ่านไม่ต้องการให้สินค้าของคุณ "สูญหาย" และไม่ต้องการให้สินค้าของคุณ ( ที่อยู่ในกล่องพัสดุสินค้า )  "ได้รับความเสียหาย"  ทีมงานขอแนะนำให้ทำดังนี้ครับ .... ( ข้างล่างนี้ )






 

       ( ภาพบน ) สิ่งที่ทีมงานขอแนะนำนั่นก็คือ คุณควร ตัดขั้นตอนทั้งหมด ในแผนผังข้างบนนี้ แล้วให้เหลือเพียงการ "ส่งตรง" จากมือผู้ขายที่อเมริกา มาหาลูกค้าที่ประเทศไทยเลยครับ ( เหมือนที่คุณเห็นตาม นวเส้นประหัวลูกศรสีม่วง ในแผนผังข้างบนนี้ )





pdx.co.uk


       ( ภาพบน ) คุณควรสั่งซื้อโดยตรงกับคนขายเลย  ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เมื่อคุณโอนเงินให้คนขายแล้ว ก็ให้คนขายเขียนชื่อและที่อยู่ในช่องกรอกสำหรับผู้รับ  ให้เป็น ชื่อและที่อยู่ที่ประเทศไทย ของตัวคุณเลย  

       นั่นก็หมายความว่า หากพัสดุสินค้ากล่องนี้สูญหาย หรือว่าสินค้าในกล่องพัสดุนั้นเสียหาย  มันก็จะเป็นเรื่องของคนส่ง ( คือผู้ขาย ) กับคนรับ ( คือลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย ) แล้ว  /  พูดง่ายๆว่า จะมีตัวละครแค่สองตัว คือผู้ขายกับลูกค้าเท่านั้น คนขายจะเกี่ยงหรือโยนความรับผิดชอบไปให้คนอื่นไม่ได้

       คือ ถ้าเราโอนเงินให้คนขาย แล้วคนขายเขียนชื่อและที่อยู่ผู้รับ เป็นที่บริษัท Shipping ล่ะก็  ตัวละครก็จะมีสามตัว คือผู้ขาย , บริษัท Shipping และตัวลูกค้าที่อยู่ประเทศไทย  /  ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่พัสดุหาย หรือสินค้าในกล่องพัสดุนั้นเสียหาย  ทางผู้ขายก็จะ "เกี่ยง" และ "ปัดความรับผิดชอบ" ไปที่บริษัท Shipping ทันที

       ดังนั้น การทำให้ตัวละครน้อยที่สุด คือเหลือแค่ตัวคนขาย กับตัวลูกค้าที่อยู่ที่ประเทศไทย จึงเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุดแล้วล่ะครับ





designsbystaceylynn.com


       ( ภาพบน ) การส่งสินค้าจากอเมริกา ตรงมาถึงมือลูกค้าที่ประเทศไทยเลยนั้น ก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากลำบากอะไรให้กับคนขายเลย  เพราะคนขายก็แค่เดินทางมา ณ.ที่ทำการไปรษณีย์ใกล้บ้าน เหมือนกับตอนที่ส่งสินค้าไปที่บริษัท Shipping ในอเมริกานั่นแหละ  เพียงแต่ว่าครั้งนี้ ให้ผู้ขายเปลี่ยนไปใช้บริการการส่งแบบ international ( เพื่อให้ส่งพัสดุดังกล่าวมาประเทศไทย ) เท่านั้นเอง  ไม่ได้ยุ่งยากตรงไหนเลย  





 
customlabels.net


       ( ภาพบน ) ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้บริการกับบริษัทขนส่งที่น่าเชื่อถือ ( ยกตัวอย่างเช่น บริษัท USPS ( United States Postal Service ) ที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )  ซึ่งเป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ใกล้บ้านผู้ขายนั้น บริษัทพวกนี้ ( USPS ) เขา มีความเป็นมืออาชีพ 

       และด้วยความเป็นมืออาชีพนี้ เจ้าหน้าที่ของบริษัท USPS เขา จึงมักจะถูกอบรม ,ปลูกฝังบ่อยๆว่าให้ ใส่ใจกับ "สติ๊กเกอร์" ที่ถูกแปะไว้ข้างกล่อง ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )



quora.com


 
abc13.com


       ( ภาพบน ) เหตุผลที่บริษัท USPS ต้องอบรม ,ปลูกฝังพนักงานของบริษัทให้เอาใจใส่กับสติกเกอร์ที่แปะข้างกล่อง ( ซึ่งสติ๊กเกอร์ที่แปะข้างกล่อง ก็หนีไม่พ้นเรื่องการเตือนให้ระวังพัสดุในกล่องนั้น บอบบาง แตกง่าย ) ก็เพราะว่า "ทั้งระบบ" มันมียี่ห้อของ USPS แปะอยู่  ถ้าสินค้ามันแตกในขั้นตอนไหนก็ตาม มันก็จะเสียชื่อบริษัท

       คำว่า "ทั้งระบบ" มันมียี่ห้อของ USPS แปะอยู่ ก็หมายความว่า ตอนที่รับพัสดุสินค้าจากมือคนขายนั้น ก็เป็นที่ทำการไปรษณีย์ของบริษัท USPS เอง แล้วพอพูดถึงการขนส่ง ( คือการนำพัสดุสินค้านั้น ไปถึงมือผู้รับ ) ทางบริษัท USPS เขาจะมีรถส่งพัสดุ มีเครื่องบินส่งพัสดุเป็ฯของบริษัทเอง เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้

       ดังนั้น ไม่ว่าสินค้านั้นจะแตกหักในขั้นตอนไหน มันก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของบริษัท USPS อยู่ดี  เพราะว่าบริษัท USPS เป็นผู้รับผิดชอบทั้งระบบ ( ตั้งแต่การรับพัสดุจากมือผู้ส่ง ( ณ.ที่ทำการไปรษณีย์ ) ไปจนกระทั่งพัสดุสินค้านั้นถึงมือผู้รับ )

       ด้วยเหตุที่ว่า ถ้าสินค้าแตกหักเสียหายที่ขั้นตอนไหนก็ตาม บริษัท USPS ก็จะเสียชื่อ ดังนั้น พนักงานของบริษัท USPS นั้น เขาก็ถูกอบรม ,ปลูกฝัง ให้เอาใจใส่ สติ๊กเกอร์ที่เราแปะไว้ข้างกล่องว่า "ระวังแก้วแตก" นั้นเป็นอย่างดี 
( นี่แหละ ถึงเรียกว่าบริษัท USPS นี้ มีความเป็นมืออาชีพนั่นเอง )  



 
ขอแทรกนิดนึงครับ



       ( ภาพบน ) เมื่อเทียบกับบริษัท Shipping แล้ว  สมมติว่าบริษัท Shipping นั้น มีความเป็นมืออาชีพก็จริง ( เช่นเอาใจใส่ลูกค้าก็จริง ) แต่... ( ข้างล่างนี้ )


 
transics.com 


       ( ภาพบน ) แต่ด้วยการที่บริษัท Shipping ไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะซื้อรถบรรทุกเป็นของตนเอง ดังนั้น บริษัท Shipping นี้ ก็ต้องไปจ้างบริษัทขนส่งบริษัทอื่นมาช่วยงานอีกที ( เพราะบริษัท Shipping นั้น ไม่มีรถบรรทุกของตนเองเหมือนกับที่บริษัท USPS มี ) ซึ่งอาจเกิดเหตุการณ์ดังข้างล่างนี้


( ภาพบนแม้ว่าลุกค้าจะติดสติ๊กเกอร์ว่าให้ระวังแก้วแตกไว้ข้างกล่องแล้วก็ตาม


 ( ภาพบน ) แต่พนักงานรถบรรทุก ก็ไม่ได้เอาใจใส่ "สติกเกอร์" ที่แปะข้างกล่องนั้น


       ( ภาพบน ) จริงอยู่ที่บริษัท Shipping นั้น อาจมีความเป็นมืออาชีพ คือเอาใจใส่ลูกค้าดี เอาใจใส่เรื่องการเก็บพัสดุไว้ที่ โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping เป็นอย่างดี ไม่เสียหาย

       "แต่" เนื่องจากการขนส่งสินค้าไปที่ท่าเรือ มันถูกดำเนินการโดยอีกบริษัทหนึ่ง ( คือบริษัทขนส่ง ที่ทางบริษัท Shipping จ้างให้มารับของอีกทีหนึ่ง )  ดังนั้น ถ้าสินค้าเกิดแตกหักเสียหายระหว่างการขนส่งจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ไปท่าเรือ  คนที่จะโดนด่า ก็คือบริษัท Shipping  เพราะว่าบริษัท Shipping เป็นผู้รับเงินจากลูกค้าในการจ้างให้ส่งพัสดุไปประเทศไทย

       ส่วนบริษัทขนส่งที่มารับพัสดุจากโรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping ไปท่าเรือนั้น ลูกค้าเขาไม่รู้จัก และไม่ได้เป็นคนให้เงินกับบริษัทขนส่งนั้น ( บริษัท Shipping เป็นผู้ให้เงิน )  ดังนั้น บริษัทขนส่ง จึงไม่ต้องกลัวการโดนด่าจากลูกค้าแต่อย่างใด

       ผลของการที่บริษัทขนส่ง ไม่ต้องแคร์เรื่องที่จะถูกเจ้าของพัสดุด่า  /  ประกอบกับ ไม่ค่อยได้รับการอบรม ,ปลูกฝังให้เอาใจใส่กับข้อความในสติกเกอร์ที่แปะอยู่ข้างกลอ่ง  สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พนักงานของบริษัทขนส่งทำการโยนกล่องพัสดุที่มีแก้วอยู่ด้านใน ขึ้นไปบนรถ ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )  ก็เลยส่งผลให้แก้วข้างในแตกนั่นเอง






       ( ภาพบน ) ย้อนกลับหลังไป 20 ปีที่แล้ว  สมัยนั้น ( คือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ) ถ้าเราอยากได้สินค้าต่างประเทศสักชิ้น เราก็ต้องติดต่อบริษัท Shipping ที่อยู่ต่างประเทศ ให้ซื้อสินค้าจากคนขาย เอามาเก็บไว้ที่โรงเก็บกล่องพัสดุสินค้าของบริษัท Shipping นั้นเสียก่อน  จากนั้น บริษัท Shipping ถึงจะส่งสินค้าจากโรงเก็บฯ ของเขา ส่งมาให้ถึงมือลูกค้าที่ประเทศไทยอีกทีหนึ่ง  

       แต่เดี๋ยวนี้ ด้วยการที่ระบบการขนส่งต่างๆของโลกมันทันสมัยขึ้นแล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งบริษัท Shipping ให้ทำหน้าที่ส่งของให้เราอีกต่อไป  เพราะว่า ทางคนขายที่อยู่ที่ประเทศอเมริกา เขาสามารถจัดส่งให้ลูกค้าที่อยู่ประเทศไทยได้ภายในขั้นตอนเดียวเลย  มันไม่ได้ยุ่งยากเหมือน 20 ปีที่แล้วแต่อย่างใด

       อีกทั้ง การที่ให้ผู้ขายเป็นผู้ส่งพัสดุสินค้าให้เราโดยตรง มีข้อดีคือ

       1.ผู้ขายจะมีความรับผิดชอบกับลูกค้าอย่างเรามากขึ้น - เหตุผลก็เพราะว่า ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบการส่งพัสดุให้เราตั้งแต่ต้น  คือหมายความว่า หากกล่องพัสดุสินค้าหาย หรือ สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย  ผู้ขายก็จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบเอง  เพราะผู้ขายเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ตั้งแต่ ห่อของ ,เลือกบริษัทที่จะส่งของมาประเทศไทย ฯลฯ

       แต่ถ้ามีบริษัท Shipping เข้ามาอยู่ในวงจรการส่งของเมื่อไร มันก็จะเกิดการ "เกี่ยงความรับผิดชอบ"  เช่น ถ้าสินค้าถึงมือลูกค้าที่อยู่ประเทศไทยแล้วพบว่ามันแตก เสียหาย  ทางผู้ขายก็จะโยนความรับผิดชอบไปให้บริษัท Shipping ทันที ( หมายถึงว่า ให้ลูกค้าคนไทย ไปตามเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากบริษัท Shipping เอาเอง )
 /  ส่วนบริษัท Shipping เอง ก็ "เกี่ยงความรับผิดชอบ" กลับไปให้คนขาย เช่นบอกว่า สินค้าน่าจะแตกตั้งแต่การเดินทางมาถึงบริษัท Shipping ในครั้งแรกแล้ว อะไรแบบนี้


       2.ผู้ขาย มีแนวโน้มที่จะส่งของใหม่ให้ เพราะต้องการรักษาชื่อเสียง และการขยายฐานลูกค้า - หากเราสั่งซื้อกับผู้ขายโดยตรง ( โดยไม่ผ่านบริษัท Shipping  ) แล้วปรากฏว่า กล่องพัสดุสินค้าหาย หรือ สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย  ก็มีแนวโน้มอย่างสูงว่าทางผู้ขายเขาจะส่งสินค้าชิ้นใหม่ให้เรา เพราะว่า

               ผู้ขายเขาไม่สามารถเกี่ยงความรับผิดชอบไปให้คนอื่นได้แล้ว


               ถ้าผู้ขายทำดีกับเรา เช่นส่งของชิ้นใหม่ให้ ผู้ขายก็ยังได้ลุ้นว่า เป็นการทำให้ลูกค้าประทับใจ และเป็นการรักษาชื่อเสียงของตัวคนขายเองด้วย ซึ่งอาจจะทำให้ลูกค้าคนนั้นกลับมาซื้อสินค้าอื่นๆของร้านเขาอีกในอนาคต  และยังเป็นการขยายฐานลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าคนนั้นประทับใจ แล้วก็เลยแนะนำเพื่อนๆให้มาซื้อของร้านเขาด้วย


       ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ข้อข้างบนนี้ จึงอาจทำให้ลูกค้าได้รับพัสดุชดเชยจากคนขายก็ได้ ( คือคนขายยอมส่งพัสดุชิ้นใหม่ให้ฟรีๆ )

* * * ในขณะที่ บริษัท Shipping จะไม่คิดอย่างนั้น เวลาที่ทำสินค้าของลูกค้าเสียหาย  /  นั่นคือบริษัท Shipping ยอมเสียชื่อเสียง ดีกว่าเสียเงินรับผิดชอบทรัพย์สินของลูกค้า  และวิธีการที่บริษัท Shipping ใช้เวลาทีทำให้กล่องพัสดุสินค้าหาย หรือ สินค้าในกล่องพัสดุสินค้า ได้รับความเสียหาย ก็คือ บล็อคเมลล์ บล็อคช่องทางที่ลูกค้าจะทวงสินค้าไปเลย

       ที่พูดมานี้ ไม่ใช่เรื่องสมมตินะครับ เพราะทีมงานมีประสบการณ์การใช้บริการกับบริษัท Shipping พวกนี้มาหลายครั้งแล้ว และของหายถึง 95% และพอของหายแล้ว ก็ไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ถามเมลล์หรือพยายามติดต่อช่องทางไหนก็ไม่ตอบเลย

       ถ้าคุณผู้อ่านไม่เชื่อที่ทีมงานพูดมานี้ จะทดลองด้วยตัวเองก็ได้นะครับ ด้วยการที่ว่า เมื่อจะสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศครั้งต่อไป ก็ลองติดต่อกับบริษัท Shipping ต่างๆ ให้ซื้อสินค้าต่างประเทศให้คุณ แล้วเดี๋ยวคุณก็จะได้เรียบรู้ประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดด้วยตัวเอง  เหมือนที่ทีมงานเจอมากับตัวเองหลายครั้งหลายคราครับ 


       3.คุณจะได้รับพัสดุเร็วขึ้น - เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าคุณใช้บริการกับบริษัท Shipping  มันจะต้องมีการส่งพัสดุ 2 ครั้งคือ

* * * ครั้งแรก คือตอนที่ผู้ขายส่งพัสดุสินค้าไปที่บริษัท Shipping


* * * ครั้งที่สอง คือตอนที่บริษัท Shipping ส่งพัสดุสินค้ามาที่ประเทศไทย


       จะเห็นได้ว่าการเดินทางของกล่องพัสดุสินค้านี้ จะต้องเดินทาง 2 ทอด ( ตามที่กล่าวมาข้างต้น )  ทำให้เสียเวลาการเดินทางมากขึ้น

       แต่ถ้าคุณให้คนขายส่งพัสดุตรงมาที่ประเทศไทยโดยไม่ต้องพึ่งบริษัท Shipping   ก็คือการส่งแบบ "ทอดเดียว"

       และเพราะมันเป็นการส่งแบบ "ทอดเดียว" มันจึงใช้ระยะเวลาในการรับพัสดุ น้อยกว่าการส่งแบบ "สองทอด" นั่นเองครับ  


       4.คุณจะประหยัดได้มากกว่า - ด้วยเหตุผลเดียวกับในข้อ 3 นั่นก็คือว่า เมื่อคุณค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการให้ส่ง "สองทอด" ลงมาให้เหลือแค่การส่ง "ทอดเดียว"  คุณก็จะจ่ายค่าส่งสินค้าแค่ทอดเดียว จริงไหมครับ?




       ( ภาพบน ) กรณีที่สินค้าที่คุณอยากได้นั้น มันไม่ส่งไทยตั้งแต่แรก ( คือหมายความว่า ทางคนขายแจ้งไว้แค่ว่า "ส่งเฉพาะในอเมริกา" )  นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ยอมส่งประเทศไทยหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าเขายังไม่รู้ว่า สินค้าของเขา มีคนที่อยู่ประเทศไทยกำลังสนใจจะสั่งซื้ออยู่

       คุณต้องถือหลักว่า คนที่เลือกอาชีพเป็นพ่อค้านั้น เขาย่อมอยากให้สินค้าของเขาขายได้อยู่แล้ว จริงไหมครับ? ไม่อย่างนั้น เขาก็คงไปทำอาชีพอื่น เช่นไปรับราชการ , ไปทำอาชีพประมง ฯลฯ ไปแล้ว

       เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ( คือพ่อค้าทุกคนก็อยากให้ขายของได้เยอะๆ ) ดังนั้น เราลูกค้าคนไทย จึงน่าจะลองเจรจากับคนขายดูก่อนนะครับว่า ทางคนขายสามารถจะส่งไทยได้หรือไม่?
 ไม่เห็นมันจะน่าอายตรงไหนต่อการที่เราจะลองเจรจาดู

       ถ้าต่อรองได้ และคนขายเขายอมส่งไทย ก็โอเคไป

       แต่ถ้าต่อรองไม่ได้ คือคนขายยังคงยืนกรานปฏิเสธการส่งไทย ก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่โต จนต้องหันไปพึ่งบริษัท Shipping ให้ซื้อให้เลยครับ ก็แค่เปลี่ยนไปดูสินค้าตัวเดียวกันจากคนขายเจ้าอื่นเท่านั้นเอง  เดี๋ยวนี้มันยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว การจะหาสินค้าตัวเดียวกันจากแหล่งขายที่อื่น มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ก็แค่ Search กูเกิ้ลเท่านั้นเองครับ 


* * * เมื่อคุณผู้อ่าน ได้อ่านหน้าเวบที่ทีมงานเขียนไว้นี้ มาทั้งหมดแล้ว และเห็นว่าการสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากคนขาย  โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัท Shipping เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วนั้น  ก็อย่าลืม ใช้บริการกับทีมงาน tuvagroup.com ในการโอนเงินไปให้คนขาย นะครับ 



- END -

1  <  2  <  3  <  4