การฝึกก็เปรียบเหมือนการเดินทางในอุโมงค์


อุโมงค์สั้นๆที่มองเห็นปลายทางได้ชัดเจน

       ขึ้นชื่อว่าอุโมงค์แล้ว มันก็มีทั้งทางเข้า และทางออก ซึ่งเมื่อคุณดูที่ภาพข้างบนนี้ เมื่อมองทางด้านทางเข้า คุณก็จะเห็นส่วนที่เป็นทางออกอย่างชัดเจน  และถ้าคุณจะต้องเตรียมสเบียงเพื่อใช้ในการเดินทางผ่านอุโมงค์นี้ คุณก็คงพอที่จะประมาณได้ว่าควรจะเตรียมสเบียงไว้ใช้ในการเดินทางเพื่อผ่านอุโมงค์นี้ มากน้อยขนาดไหน  เพราะเรารู้แน่แล้วว่าอุโมงค์นี้มีความยาวเท่าไร และมีทางออกแน่ๆ ( ก็เห็นด้วยตานี่นา )  แต่ถ้าเป็นภาพข้างล่างนี้ล่ะ



 
อุโมงค์ปริศนา เพราะเรามองไม่เห็นอีกด้านเลย
ถ้ามีทางรถไฟ มันก็ยังพอเดาได้ว่าต้องมีทางออก แต่อันนี้ไม่มี

       การเพาะกาย เปรียบเสมือนอุโมงค์ปริศนา ที่ไม่รู้ว่า ถ้าจะเดินทางไปถึงทางออกอีกฝั่งหนึ่ง มันจะเป็นระยะทางเท่าใด

       อีกทั้งเรายังต้องเดินทางตามลำพังอีกด้วย เพราะในวงการนี้ ( วงการเพาะกาย ) เสือ สิงห์ กระทิง แรด มันเยอะ เราไม่รู้ว่าคนที่เราจะไปปรึกษานั้น จะหลอกขายอาหารเสริม ขายของเราหรือเปล่า? ดังนั้น การเดินทางคนเดียวจึงน่าจะปลอดภัยที่สุด / แต่ปัญหาของการเดินทางในอุโมงค์ที่ไม่รู้ว่ามันจะยาวไกลเท่าไร นั้น ก็คือ เรื่องการเตรียมเสบียง



การเตรียมสเบียงสำหรับการเดินทางผ่านอุโมงค์
เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

        ลองพิจารณาเรื่องตรงนี้ดูนะครับ 

       เมื่อคุณมีวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิ "น้อยกว่า" ผม Webmaster - คุณก็จะทำตัวเหมือนเด็ก คือทำตัวเป็นคนเข้าใจยาก  ถามอะไรเซ้าซี้จนเกินควร ผมแนะนำอะไรไป คุณก็ไม่มีความพยายามที่จะตีความ  เอาแต่ถามเข้ามาอีก จนผม Webmaster เลยไม่กล้าแนะนำอะไรดีๆให้ เพราะกลัวต้องมานั่งตีความคำพูดของตัวเอง คือแปลไทยเป็นไทยให้คุณอีก

       ยกตัวอย่างเช่น ผมบอกคุณว่า ห้ามวิ่งก่อนเล่นกล้ามอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี

       แต่คุณกลับถามเข้ามาว่า มีเพื่อนที่ศึกษาปริญาตรีวิทยาศาสตร์การกีฬา เขาบอกว่าต้องวอร์มทั้งร่างกายก่อนเล่นกล้าม ( ไม่ใช่วอร์มเฉพาะส่วนที่จะบริหาร ) / ซึ่งการวอร์มทั้งร่างกายที่ดีที่สุดก็คือการทำคาร์ดิโอ หรือวิ่งก่อนเล่นกล้าม  แล้วทำไม Webmaster ถึงไปตอบขัดแย้งกับพวกปริญญาตรีวิทยาศาสตร์การกีฬาล่ะ  Webmaster ได้ปริญญาตรีสาขาไหนมาหรือ?

       แล้วผมก็ต้องมานั่งตอบคุณว่า พวกวิทยาศาสตร์การกีฬานั้น เขาไม่ได้ผิดหรอก แต่สาขาที่เขาเรียน มันใช้กับกีฬาฟิตเนส ( Fitness )  แต่สิ่งที่ผมกำลังสอนคุณ มันเป็นเพาะกาย ( Body building ) มันเป็นคนละอันกัน

       แม้ว่า เมื่อดูรวมๆแล้ว มันจะคล้ายกัน ( ระหว่าง  Fitness กับ Body building ) เพราะมีการใช้ดัมเบลล์ บาร์เบลล์เหมือนกัน

       แต่มันก็เหมือนกีฬาบอล กับบาส ที่ใช้ลูกกลมๆเป็นตัวถูกเล่นเหมือนกัน แต่ถ้าดูให้ดีแล้ว มันไม่ใช่ตัวเดียวกัน  เช่นกีฬาบอลห้ามใช้มือจับลูกกลมๆนั้น ( ยกเว้นผู้รักษาประตู ) / แต่กีฬาบาส กลับต้องใช้มือจับลูกกลมๆนั้น 

       ฟิตเนส กับเพาะกาย ก็คล้ายกับกีฬาบอลและบาส คือมันต่างกันในเรื่องของรายละเอียด

       และถ้าถามเรื่องปริญญาทางด้านเพาะกายของผม ผมไม่มีหรอก แต่ "ข้อมูลที่ผมเอามาแปล" นั้น ผมเอามาจากแชมป์โลกเพาะกาย

       คนที่จบปริญญาเอกเพาะกาย แต่ไม่ได้แชมป์อะไรเลย ก็มีถมเถ / ส่วนคนที่เป็นแชมป์โลกเพาะกาย แต่ไม่ได้ศึกษาปริญญาใดๆเกี่ยวกับเพาะกายเลย ก็มีเยอะเช่นกัน

       ดังนั้น คุณไม่ควรใช้ตัววัดว่าใครจบปริญญา จึงจะน่าเชื่อถือว่า / คุณควรใช้ตัววัดว่าใครเป็นแชมป์โลกเพาะกาย จึงจะน่าเชื่อถือกว่าต่างหากล่ะครับ

       และผมก็เป็นคนเอาคำพูดของนักเพาะกายแชมป์โลกพวกนั้น มาแปลให้คุณอ่าน  ดังนั้น คำสอน ( หรือคำแปลของผม ) จึงน่าเชื่อถือว่าคนที่จบปริญญาตรี สาขานี้แบบเห็นๆ

       หรืออีกกรณีหนึ่ง ก็เช่นว่า ผม
แนะนำว่าให้ทานอาหารเสริมแค่นี้พอ แต่เพราะการที่คุณไปได้รับข้อมูลจากหลายด้านมากเกินไป และด้วยความเป็นเด็กที่ถูกหลอกง่าย  คุณก็เลยหมดเงินไปกับอาหารเสริมตัวอื่นอีก ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังหารายได้ไม่ได้เอง แต่ยังจะดื้อดึงไปหาซื้ออาหารเสริมแพงๆมาใช้


       สิ่งที่คุณกำลังทำทั้งหมดมานี้ ( คือสงสัยนู่น สงสัยนี่ ) ผมเรียกว่า คุณเตรียมสเบียงให้ตัวเองมากเกินไป คุณแบกของ ( คือสเบียง ) ไว้บนหลังมากเกินไป  ( แบกข้อมูลมากเกินไป ) สร้างภาระให้ตัวเองมากเกินไป ( คือมีรายจ่ายในการซื้ออาหารเสริมแบบ "เกินฐานะ" ตัวเอง

       ซึ่งก็คือการทำให้ตัวคุณเอง "หนัก" เกินไป

       ซึ่งถ้าบังเอิญ อุโมงค์ที่คุณจะเดินผ่านนี้ มันยาวมาก ( เพราะคุณไม่มีที่ปรึกษา เลยไม่รู้ว่าอุโมงค์นี้มันจะยาวเท่าไร เลยกะระยะไม่ถูก ก็เลยเตรียมสเบียงมาไม่ถูก ) เมื่อคุณเดินไปครึ่งทางของอุโมงค์  คุณก็จะเดินทางต่อไปไม่ไหว เพราะตัวคุณ "หนัก" เกินไป  ครั้นจะเดินกลับทางเดิม  ก็ไม่แน่ใจว่าขณะนี้ตนเอง อาจจะอยู่ใกล้ทางออกแล้วก็ได้ ก็เลยไม่กล้าเดินย้อนกลับ  ไอ้ครั้นจะทิ้งสเบียง เพื่อให้ตัวเบาขึ้น  ก็กลัวว่าระยะทางยังอีกไกล ก็เลยไม่กล้าทิ้งสเบียงอีก

       สุดท้าย คุณก็ต้องนอนตายพร้อมกับสเบียงที่หล่นมาทับคุณนั่นแหละ ( เพราะความหนักของสเบียง


       เมื่อคุณมีวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิ "มากกว่า" ผม Webmaster - ถ้าคุณเป็นผู้พิพากษา ,ดารา ,ข้าราชการระดับสูง ,รุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหาร ,รุ่นพี่นักเรียนนายร้อย  สิ่งที่คุณต้องมีแน่ๆ ก็คือ "อัตตา" คุณต้องคิดว่า ด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิที่สูงกว่าผมนั้น นั่นย่อมแปลว่า "ทุกเรื่อง" คุณจะต้องมีความคิดที่ดีกว่าผม 

       สิ่งที่ตามมาก็คือ คุณจะ "คิดเอาเอง" ว่า ใช้เตียงยกน้ำหนักแบบนอนราบเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เตียงปรับหัวได้ตามที่ Webmaster แนะนำ / ฝึกแบบไม่ใช้อาหารเสริมก็ได้ ไม่ได้ไปประกวดที่ไหน / การวิ่ง เป็นการออกกำลังที่จำเป็นที่สุด จะเพาะกายแค่เป็นการออกกำลังเสริมเท่านั้น / การอดอาหารเช้า จะทำให้ลดไขมันได้  ทั้งหมดนี้ มันเป็นแค่ความเชื่อของคุณ เหมือนกับเวลาที่คุณเดินไปทางทิศตะวันตก โดยที่ไม่มีเข็มทิศ ( เพราะชอบคิดเอาเอง ) แล้วคุณก็เชื่อว่าคุณกำลังเดินไปทางทิศตะวันออก อย่างนี้ คุณจะเห็นได้ว่า แม้ว่าคุณจะเชื่ออย่างจริงจังว่าคุณกำลังเดินไปทางทิศตะวันออก แต่ข้อเท็จจริง ก็คือคุณกำลังเดินทางไปทางทิศตะวันตก

       สิ่งที่คุณกำลังทำทั้งหมดนี้ ผมเรียกว่า คุณเตรียมเสบียงไว้ให้ตัวเอง น้อยกินไป คุณพกสเบียงติดตัวเข้าอุโมงค์น้อยเกินไป ( เพราะอัตตาสูง เลยเข้าใจว่าตัวเองคิดถูก เลยเตรียมสเบียงมาแค่นั้น )  ถ้าบังเอิญ อุโมงค์ที่คุณจะเดินทางผ่านนี้ มันยาวมาก เมื่อคุณเดินทางไป สเบียงที่อยู่บนหลังคุณก็จะหมด ครั้นจะเดินย้อนกลับทางเก่า ก็ไม่มีสเบียงเหลือประทังชีวิตให้เดินทางกลับได้แล้ว สุดท้าย คุณก็จะนอนตายแบบอดอาหารตายอยู่ในอุโมงค์นั่นเอง ( เพราะเตรียมสเบียงมาน้อยเกินไป )


       คำถามที่เกิดขึ้นคือ ใคร ที่จะบอกคุณได้ว่า คุณควรจะเตรียมสเบียงไว้มากน้อยขนาดไหน ถึงจะพอดีกับการเดินทางผ่านอุโมงค์ในครั้งนี้ ?


คนที่จะให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางในอุโมงค์นี้
ก็คือคนที่อยู่อีกด้านหนึ่งของอุโมงค์ เพราะเขาอยู่ที่ทางออกของอุโมงค์แล้ว
ในขณะที่คุณพึ่งจะเริ่มเข้าอุโมงค์ตรงทางเข้าเท่านั้นเอง  

       คนที่น่าเชื่อถือที่สุดก็คือคนที่อยู่ปลายอุโมงค์  เพราะว่าเขาผ่านอุโมงค์นั้นมาแล้ว รู้ว่าอุโมงค์นั้นยาวขนาดไหน จึงสามารถแนะนำคนอื่นที่ยังไม่ได้เดินเข้าอุโมงค์นั้นได้ว่าควรจะเตรียมสเบียงขนาดไหนให้พอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป  / คุณสมบัติของคนที่อยู่ปลายอุโมงค์นี้ก็คือ

       1.เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องอุโมงค์นี้ - ผมถือว่าตัวผมเองก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องอุโมงค์นี้ พอที่จะสอนคุณในเรื่องเพาะกายได้ ( อุโมงค์ที่ว่านี้ก็คือความรู้เกี่ยวกับการเพาะกาย ) ด้วยเหตุผลว่า

       ผมศึกษาหาความรู้ด้านเพาะกายเพิ่มเติม เดือนต่อเดือนมาโดยตลอด

       ไม่ใช่เชื่อจากความรู้ที่ตัวเองเคยสอบผ่าน และได้ปริญญาวิทยาศาสตร์การกีฬา เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ความรู้ก็เลยไม่ Update เพราะมัวแต่ไปยึดถือความรู้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยที่ได้ปริญญาตรีมา


       ผมมีลูกศิษย์เป็นหมื่นๆคน - ในรอบจะยี่สิบปีมานี้ ผมตอบปัญหามาแล้วเป็นหมื่นๆข้อ นั่นทำให้ผมมีประสบการณ์การรับรู้ปัญหามาเยอะ  จึงถ่ายทอดได้ตรงจุดกว่า

       ดังนั้น จงอย่าเอาไปเทียบกับบางคน ที่มีลูกศิษย์ระดับร้อยคน เพราะนั่นทำให้เขาไม่ได้รู้ปัญหาแบบเจาะลึกแบบผม


         ไม่ได้หากินอยู่กับอาชีพเพาะกาย คือต้องขายอาหารเสริมเพาะกายเพื่อความอยู่รอด เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

       เพราะถ้าคุณต้องทำอาชีพในการขายอาหารเสริมเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มันก็มีผลทำให้การสอนของคุณ  จะอิงเกี่ยวกับการแนะนำสินค้าที่ตัวเองขายอยู่

       ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผมแล้ว ผมมีเงินเดือนเกือบห้าหมื่นจากอาชีพรับราชการอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาการขายของในเวบเพาะกายเลยก็ได้  ดังนั้น มีอะไรผมก็สอนตรงๆ สามารถแนะนำอาหารเสริมให้คุณ แล้วคุณไปหาซื้อเอาเองจากที่อื่นก็ได้

       ผมเชี่ยวชาญ ผมจึงบอกได้ว่า นักเพาะกายตัวใหญ่ๆที่ประกวดนั้น เขาไม่ใช้สเตอรอยด์กัน  ในขณะที่คุณกลับไปเชื่อคนในโรงยิม ที่พยายามจะหลอกขายสเตอรอยด์ให้คุณว่า นักเพาะกายที่ประกวดทุกคน เขาใช้สเตอรอยด์กันหมด  ผมถามเพื่อนสมาชิกว่า คุณควรจะเชื่อผมที่เชี่ยวชาญเรื่องอุโมงค์นี้ หรือจะเชื่อคนอื่นที่พยายามหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยไม่มีอุดมการณ์อื่นใดๆทั้งสิ้น


       2.แนะนำได้ว่าคุณควรจะเตรียมสเบียงไว้ขนาดไหน ไม่มากไม่น้อยเกิน - คุณเงินเดือนเก้าพัน แต่จะซื้ออาหารเสริมด้วยงบประมาณเดือนละ ห้าพัน มันหนักเกิน ( นี่คือแบกภาระมากเกินไป เหมือนกับแบกสเบียงมากเกินไป อย่างนี้ ต้องเอาสเบียงที่แบกไว้ ทิ้งไปบ้าง )

       ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ใช้อาหารเสริมเลย นี่ก็ถือว่าคุณเตรียมสเบียงไว้น้อยเกินไป อย่างนี้เดินทางไม่ถึงปลายอุโมงค์อีกด้านหนึ่งแน่  ก็หมายถึงว่าเล่นแล้วไม่ได้ผล ก็เลยยกเลิกการเล่นกลางคัน ( เปรียบได้กับเดินทางไม่ถึงปลายอุโมงค์อีกด้าน ซึ่งก็คือความสำเร็จในการเพาะกาย )

       คุณ "บ้า" ชั่งน้ำหนักอาหารมันทุกมื้อ ไหนจะต้องเอาใจใส่การฝึกด้วย ไหนจะต้องทำงานด้วย หรือต้องเรียนหนักด้วย สุดท้ายพอมีโอกาสได้หยุดสักครั้ง ก็ไม่อยากจะกลับมาเล่นเพาะกายแล้ว เพราะมันเหมือนยาขม ที่ไม่อยากกลับมากินอีกนั่นเอง ( ยาขมที่ว่านี้ก็คือ การที่คุณทำตัวมีภาระมากเกินไปทุกด้านสำหรับการเล่นกล้าม )

       นี่แหละที่เรียกว่าขนสเบียงมากเกินไป สุดท้ายก็ไปไม่รอด ยกเลิกเอากลางคันดื้อๆ

       ซึ่งทางที่ถูกก็คือ ให้เอาใจใส่เรื่องการฝึกอย่างเดียวก็พอ ส่วนอาหาร ลองพยายามพึ่งพาแฟน หรือคุณแม่ให้จัดหาให้  อย่าแบกภาระเรื่องการหาอาหารเลย  และถ้าเรารู้ว่าเราพึ่งคนอื่นไม่ได้ เช่นพักอยู่ที่หอนักศึกษา คุณก็ควรจะปล่อยวางเรื่องการจัดหาอาหารให้ตัวเอง คือกินเท่าที่หาได้ก็พอ ไม่ต้องไปชั่งน้ำหนักอาหารก่อนกินให้ยุ่งยาก

       คนที่มีไฟแรงมากเกินไป มักจะอยู่ในวงการนี้ได้ไม่นาน เพราะคุณจะเบื่อเร็ว / ส่วนคนที่มีไฟน้อยเกินไป ก็จะอยู่ได้ไม่นานเหมือนกัน เพราะเล่นแล้วไม่สนุก ไม่ได้ผล ก็เลยเบื่อเหมือนกัน 

       ที่ถูกแล้ว คุณต้องมีไฟแบบพอดีๆ  ไม่มีไฟมากไป ไม่มีไฟน้อยไป  เพื่อทำให้คุณเดินทางสายนี้ ( สายเพาะกาย ) ได้นานๆ  

       ความสำเร็จของการเพาะกาย วัดกันที่ว่า ใครจะอยู่ในวงการนี้ได้นานกว่ากันเท่านั้น   เพราะส่วนมากจะเป็นแค่ว่า "เคย" อยู่ในวงการเพาะกายเสียมากกว่า ( คือหมายความว่า คนส่วนมากมักจะมีไฟในตอนแรกๆมากเกินไป สุดท้ายก็ต้องออกจากวงการไปอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นพวกเบื่อเร็ว / ผมก็เลยต้องใช้คำศัพท์กับคนพวกนี้ว่า "เคย" อยู่ในวงการเพาะกาย ( เพราะตอนนี้ ไม่ได้อยู่แล้ว )  )



ระหว่างทางในอุโมงค์ จะมีอะไรหล่นใส่ศีรษะหรือเปล่า?
แล้วถ้าจะหล่น  เราควรระมัดระวังตรงส่วนไหนของอุโมงค์เป็นพิเศษ?

       3.บอกคุณได้ว่ามีกับดักอะไรในอุโมงค์นั้นบ้าง - ก็อย่างที่บอกว่าเสือ สิงห์ กระทิง แรด มันเยอะ ในวงการนี้ คุณไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาพูดอะไรกับคุณนั้น เขามีจุดประสงค์ดีหรือร้าย  เปรียบได้กับการเดินทางในอุโมงค์ว่า ถ้าไม่มีใครบอกคุณว่าให้ระมัดระวังกับดักตรงไหนในอุโมงค์นั้นเป็นพิเศษ คุณก็จะพลาดโดนหินหล่นใส่หัวตายคาอุโมงค์   และกับดักนั้นก็จะมีเพียงสามอย่างเท่านั้น คือ

               3.1 ขายอาหารเสริมปลอม

               3.2 ขายอาหารเสริมปลอม

               3.3 ขายอาหารเสริมปลอม

       ครับ  ไม่ได้พิมพ์ผิด สิ่งที่คุณต้องระวังในวงการนี้ มีแค่สามข้อเท่านั้น และสามข้อนั้นก็เหมือนกันทุกประการ  ส่วนรูปแบบของมันก็จะแยกแยะกันออกไปมากมาย ยกตัวอย่างเช่น บางคนรู้ว่ามันเป็นอาหารเสริมปลอม ก็ยังเอามาขายอีก ,บางคนไม่รู้ว่าเป็นของปลอม ก็เลยเอามาขาย ,บางคนถึงกับเปิดเป็นรูปบริษัทเพื่อให้น่าเชื่อถือ แล้วโฆษณาอาหารเสริมปลอมจนน่าเชื่อถือ แล้วส่งลิ่วล้อ ไปขายอาหารเสริมปลอมอีกทีหนึ่ง ก็กำไรมันมหาศาล มันเลยคุ้มกับการเสี่ยงคุก เสี่ยงตาราง คิดดูเอาแล้วกัน ต้นทุนขวดละ 150 บาทแต่ขาย 4,500 บาท แล้วก็ทำการตลาด ลด แลก แจก แถม จัดอีเว้นท์ ฯลฯ  "ขนลุก" ได้กำไรไปขวดละสามพัน กำไรเดือนละหลายล้าน  แต่คนกิน "ตายผ่อนส่ง" / พอมีหน่วยราชการมาตรวจสอบ ก็จัดโกดังสินค้าเก็บสินค้าที่ถูกกฏหมายไว้ให้ตรวจสอบ  มีระบบบริหารจัดการที่ดีมากๆ เลยทีเดียว



ปลายทางอาจจะมีทางออกสองทางก็ได้ แล้วเราจะเลือกออกทางไหน?


เพราะทางเลือกด้านหนึ่งอาจจะตันก็ได้

       4.ถ้าทางออกอุโมงค์มีหลายทาง ผมบอกคุณได้ว่าทางออกไหนดีที่สุด - ก็อย่างเช่น เมื่อคุณฝึกไประยะหนึ่ง ( ซึ่งก็เปรียบได้กับการเดินทางเข้ามาในอุโมงค์เรียบร้อยแล้ว )  แล้วคุณพบว่ามีระบบการฝึกให้เลือกสองทาง ทางหนึ่งคือการฝึกแบบทั่วไป กับทางเลือกที่สองคือการฝึกแบบ High intensity

       ในความเห็นของคุณ  คุณเห็นว่ามันดีทั้งสองทาง แต่ว่าคุณสามารถเลือกได้เพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่งเท่านั้น

       ก็เปรียบเหมือนการที่คุณเดินทางอยู่ในอุโมงค์ แล้วดันเจอ "ช่องทางแยก" ในอุโมงค์ ที่มีตัวเลือก 2 ทางเดิน   ซึ่งคุณก็ไม่รู้ว่าจะเลือกทางออก ( จากอุโมงค์ ) ทางไหนดี

       ความสำคัญของผม ในฐานะคนชี้ทาง ก็อยู่ตรงนี้แหละครับ

       คือผมก็จะบอกคุณว่า อย่าเลือกช่องทาง High intensity เพราะมันคือ ทางตัน! เพราะมันไม่มีการต่อยอดความรู้แล้ว เพราะผู้ให้กำเนิดสาขาวิชานี้ได้เสียชีวิตไปเป็นสิบปีแล้ว จึงไม่มีงานวิจัย ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆในสาขาการฝึกนี้อีกแล้ว ดังนั้น ไม่ควรเดินช่องทางนี้

       ที่ถูกคือ คุณควรจะเลือกไปอีกช่องทางหนึ่ง  ซึ่งคุณจะพบกับทางออก เพราะการฝึกแบบของ Weider หรือคนอื่นๆนั้น เขามีงานวิจัยใหม่ๆออกมาทุกเดือน น่าสนใจบ้าง ไม่น่าสนใจบ้าง แต่ก็ยังมีการ Update น่ะครับ

      
เห็นไหมครับ คุณไม่ต้องไปเดินทางพลาดด้วยตัวเอง เพียงแค่คุณ "ฟัง" คนที่อยู่ปลายอุโมงค์เท่านั้น มันก็ทำให้คุณไม่หลงทาง และเดินทางได้อย่างเชื่อมั่นว่าอุโมงค์นี้ต้องมีทางออกแน่ๆ  และด้วยคำแนะนำของคนที่อยู่ปลายอุโมงค์  คุณก็จะได้รู้ว่าคุณควรจะเตรียมสเบียงมากน้อยขนาดไหนในการเดินทางในอุโมงค์นั้นด้วย



- END -