ทำไมคนขายถึงต้องให้ Tracking number อนาถา


       เรื่องราวมันเป็นมาอย่างนี้ครับ คือตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นสิบปีนั้น เวลาที่ผู้ขายสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะในอีเบย์ ( ebay.com ) จะมีสินค้าแบบเดียวกัน แต่มีคนขายเป็นร้อยๆเจ้า / พ่อค้าหัวใส ก็เลยมาคิดกันว่า ทำอย่างไร จะให้ลูกค้ามาสนใจสินค้าของตัวเอง เพราะราคาสินค้า ( ที่ยังไม่รวมค่าส่ง ) มันก็พอๆกันนั่นแหละ

       วิธีที่ดีที่สุด ก็คือต้องทำให้ค่าส่งเป็น 0 เหรียญ  ด้วยการส่งแบบไม่มีเลข Tracking number นั่นเอง มันก็เลยเป็นข้อเปรียบเทียบดังนี้ว่า

       1.พ่อค้า A ขายรองเท้า คู่ละ 60 เหรียญ และส่งมาไทยด้วยบริษัท FedEx ซึ่งบริษัท FedEx คิดค่าส่ง 30 เหรียญ และสามารถเช็คเลข Tracking number ได้ / นั่นทำให้พ่อค้า A ต้องตั้งราคาขายรองเท้าคู่นี้ ไว้ที่ 60 ( คือค่าสินค้า ) + 30 ( คือค่าส่งด้วย FedEx ) = 90 เหรียญ


       2.พ่อค้า B ขายรองเท้า แบบเดียวกับพ่อค้า A เลย คือราคาคู่ละ 60 เหรียญ แต่พ่อค้า B คนนี้ ใช้วิธีส่งแบบไม่มีเลข Tracking number ( คือเช็คสถานะสินค้าไม่ได้ ) ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเพียง 5 เหรียญ ( สมมติ ) / แต่เพื่อให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น  ทางพ่อค้า B ก็เลยคิดค่าส่งเป็น 0 เหรียญ โดยเอาค่าส่ง 5 เหรียญนั้น มาหักจาก 60 เหรียญ ( คือยอมขาดทุนกำไร ไป 5 เหรียญ ) / ด้วยวิธีนี้ ก็เลยทำให้พ่อค้า B ตั้งราคาขายไว้ที่ 60 เหรียญ โดยบอกว่าค่าส่งฟรี คือ 0 เหรียญ ( คือ พ่อค้า B ยอมขาดทุนกำไรเป็น 5 เหรียญ คือจะได้ค่ารองเท้าแค่ 55 เหรียญ )

       เอาราคาขายรองเท้าสองคู่นี้ มาเทียบกัน ก็รู้แพ้ชนะกันตั้งแต่ในมุ้งแล้ว เพราะพ่อค้า A ขายรองเท้าคู่ละ 90 เหรียญ ( รวมค่าส่งแล้ว )  ส่วนพ่อค้า B ขายรองเท้าแบบเดียวกัน รุ่นเดียวกัน แต่ขายเพียง 60 เหรียญ ( รวมค่าส่งแล้ว คือ 0 เหรียญ ) / ใครๆก็ต้องพากันมาซื้อรองเท้าคู่ละ 60 เหรียญ ของพ่อค้า B กันหมด


       ( ภาพบน ) พ่อค้า A ขายรองเท้าคู่นี้ ในราคา 90 เหรียญ คือค่ารองเท้าจริงๆคือ 60 เหรียญ แล้วเอาไปรวมกับค่าส่งด้วย FedEx อีก 30 เหรียญ / แต่รองเท้านี้ มีเลข Tracking number ให้เช็คสถานะสินค้าได้


       ( ภาพบน ) พ่อค้า B ขายรองเท้าคู่นี้ ในราคา 60 เหรียญ คือค่ารองเท้าจริงๆคือ 60 เหรียญ และค่าส่งฟรี คือ 0 เหรียญ / แต่รองเท้านี้ ไม่มีเลข Tracking number


ถ้าอย่างนั้น ทำไม พ่อค้า A ไม่ส่งแบบไม่มีเลข Tracking number เหมือนพ่อค้า B บ้างล่ะ?

       คำตอบ เพราะว่าการส่งแบบไม่มีเลข Tracking number มันเหมือนเป็นดาบสองคม / ก่อนจะอธิบายคำว่า "ดาบสองคม" นั้น ขอชี้แจงให้เห็นเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ นั่นคือ "ของหาย"

       การที่ ของหายนั้น มันเกิดจากตัวแปรหลายตัว เริ่มตั้งแต่บริษัทที่จำหน่ายสินค้าเอง ดันใส่ชื่อประเทศผู้รับสินค้าผิดบ้าง ( ซึ่งทีมงานเคยโดนมาแล้ว คือสั่งซื้อหมวกมาประเทศไทย แต่คนขายดันส่งไปอิตาลี ) / หรือไม่ก็ ถ้าใส่ชื่อประเทศถูก แต่แผนกผู้รับเรื่อง กับแผนกส่งของ ดันเป็นคนละแผนกกัน ( อันนี้ ทีมงานก็โดนมาแล้วเช่นกัน คือแผนกรับเรื่อง ( คือแผนกที่เราโอนเงินไปให้ ) แจ้งเราว่า ได้ส่งสินค้าไปให้แผนกส่งของ แล้ว  เราก็นั่งรอไปตั้งนานเป็นเดือน ก็ไม่ได้รับของสักที พอเมลล์ไปตามเรื่อง เช็คไปเช็คมา ปรากฏว่า ของยังอยู่ที่แผนกส่งของอยู่เลย ทั้งๆที่เวลาผ่านไปเป็นเดือนแล้ว  สาเหตุก็เพราะทางแผนกรับเรื่อง ( ที่เราโอนเงินไปให้ตอนแรกนั้น ) คิดค่าส่งขาดไป 90 เหรียญ ( สินค้า เป็นไฟท้ายรถยนต์ฮอนด้า ) ค่าส่งเลยไม่พอ  ก็เลยทำให้แผนกส่งของ ไม่สามารถส่งของได้  แต่แผนกส่งของ ก็ไม่แจ้งข้อขัดข้องให้ทางแผนกรับเรื่องทราบ  เมื่อแผนกรับเรื่อง ไม่ได้รับเรื่องจากแผนกส่งของ ก็เลยไม่รู้ข้อเท็จจริงตรงนี้ ( ว่าแผนกส่งของ ยังไม่ได้ส่งของ เพราะขาดค่าส่งไปอีก 90 เหรียญ ) ก็เลยไม่ได้แจ้งเรา เพื่อจะขอเงินค่าส่งเพิ่มอีก 90 เหรียญ ก็เลยสรุปว่า ของหายอีก คือไม่มีการส่งสินค้าเกิดขึ้น ) / และยังไม่เหตุผลอื่นๆอีกร้อยแปด

       เอาล่ะ ไม่ว่าเรื่อง สาเหตุที่ทำให้ของหายจะเป็นอะไรก็ตาม สุดท้าย มันก็จะจบลงที่การฟ้องร้อง ( dispute ) คือผู้ซื้อ จะฟ้องร้องกับแผนกรับเรื่องฟ้องร้องของอีเบย์ว่ายังไม่ได้รับสินค้า ( แผนกรับเรื่องฟ้องร้องนี้ บางเวบก็ไม่มีนะครับ แต่ที่เวบอีเบย์ ebay.com มีแผนกนี้อยู่ )

       คราวนี้ สมมติว่า ลูกค้าซื้อสินค้าจากพ่อค้า A ซึ่งคิดค่าส่ง 30 เหรียญ และเช็คเลขสถานะสินค้าได้ และลูกค้าก็ซื้อสินค้าจากพ่อค้า B ซึ่งไม่คิดค่าส่ง แต่เช็คเลขสถานะสินค้าไม่ได้ / แล้วปรากฏว่าของหายทั้งคู่ ( คือสินค้าจากพ่อค้า A ของก็หาย และสินค้าจากพ่อค้า B ของก็หายเช่นกัน ) เมื่อเกิดการฟ้องร้อง ผลการฟ้องร้องมันจะไม่เหมอนกันครับ คือเป็นดังนี้

       1.ถ้าซื้อสินค้ากับพ่อค้า A แล้วของหายนั้น พ่อค้า A ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะคนที่รับผิดชอบนั้น ต้องเป็นบริษัท FedEx ซึ่งคิดค่าส่ง 30 เหรียญ นั่นแหละ  เพราะบริษัท FedEx มีเลข Tracking number อยู่ จึงมีหน้าที่ต้องไปตามหารองเท้ามาให้ได้ 

       2.ถ้าซื้อสินค้ากับพ่อค้า B แล้วของหายนั้น พ่อค้า B ต้องรับผิดชอบ คือต้องหาคู่ใหม่มาให้ลูกค้า หรือไม่ก็คืนเงินให้ลูกค้าไป  เหตุเพราะว่าการส่งสินค้าของพ่อค้า B นั้น เป็นการส่งแบบไม่มีเลข Tracking number จึงไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันกับทางอีเบย์ได้ว่า เขาได้ส่งสินค้าไปถูกต้องหรือไม่ ฯลฯ


       นี่แหละคือคำตอบว่า ทำไม การส่งสินค้าแบบไม่มีเลข Tracking number จึงเป็นดาบสองคม นั่นก็คือว่า

       1.ถ้าเราเป็นพ่อค้า A แล้วเราส่งสินค้าแบบมี Tracking number ก็จะทำให้สินค้าเรามีราคาแพง ( เพราะต้องบวกค่าส่งด้วย FedEx ) แต่ถ้า ของหาย และมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ถ้าเราเป็นพ่อค้า A เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบของที่หายนั้น เพราะทาง FedEx ต้องรับผิดชอบให้เรา ซึ่งจะต้องกันข้ามกับข้อ 2 ข้างล่างนี้คือ

       2.ถ้าเราเป็นพ่อค้า B แล้วเราส่งสินค้าแบบไม่มีเลข Tracking number ก็จะทำให้เราขายสินค้าได้ถูกก็จริง ( คือไม่คิดค่าส่ง ) แต่ถ้า ของหาย และมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น พ่อค้า B ก็จะต้องควักเงินในกระเป๋า เพื่อซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้ลูกค้า หรือไม่ก็ต้องควักเงินในกระเป๋า คืนลูกค้าไป 

       นี่คือคำตอบว่า ทำไมพ่อค้าบางคน ก็ไม่ยอมตั้งค่าส่งไว้ 0 เหรียญ ( ด้วยการส่งแบบไม่มีเลข Tracking number )  ก็เพราะเขากลัวว่า เผื่อของหาย เขาจะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบสินค้าให้ลูกค้านั่นเอง


       ( ภาพบน ) พ่อค้า A ขายรองเท้าคู่นี้ ในราคา 90 เหรียญ คือค่ารองเท้าจริงๆคือ 60 เหรียญ แล้วเอาไปรวมกับค่าส่งด้วย FedEx อีก 30 เหรียญ / แต่รองเท้านี้ มีเลข Tracking number ให้เช็คสถานะสินค้าได้ / ดังนั้น ถ้าของหาย  ทางพ่อค้า A ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเขามีเลข Tracking number ยืนยันว่าเขาส่งจริง


       ( ภาพบน ) พ่อค้า B ขายรองเท้าคู่นี้ ในราคา 60 เหรียญ คือค่ารองเท้าจริงๆคือ 60 เหรียญ และค่าส่งฟรี คือ 0 เหรียญ / แต่รองเท้านี้ ไม่มีเลข Tracking number / ดังนั้น ถ้าของหาย  ทางพ่อค้า B ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเขาไม่มีเลข Tracking number มายืนยันว่าเขาส่งจริง  



เหตุการณ์เป็นแบบข้างบนนี้มาหลายสิบปี แต่แล้วในช่วง 2 -3 ปีนี้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

       - คำว่า " เหตุการณ์เป็นแบบข้างบนนี้ มาหลายสิบปี " ก็หมายความว่า ถ้าพ่อค้า ต้องการคิดค่าส่งแค่ 0 เหรียญ เขาก็จะไม่มีเลข Tracking number ให้ลูกค้า และเมื่อไม่มีเลข Tracking number ให้ลูกค้า ถ้าของหายขึ้นมา คนขายก็จะต้องรับผิดชอบ

       - ส่วนคำว่า "ช่วง 2 - 3 ปีนี้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป" ก็หมายความว่า ในช่วง 2 - 3 ปีมานี้ มีบริษัท China Post Air Parcel (ของจีน) ออกมาประกาศว่า เขาจะส่งสินค้าแบบถูกมาก และมีเลข Tracking number ให้ด้วย / ยกตัวอย่างเช่น สินค้าชิ้นเดียวกัน ถ้าเป็นบริษัท FedEx ส่งให้ล่ะก็ ทางบริษัท FedEx ก็จะคิดค่าส่ง 30 เหรียญ และมีเลข Tracking number "แต่" บริษัท China Post Air Parcel ออกมาบอกว่า เขาจะคิดค่าส่งเพียง 3 เหรียญ ( สำหรับสินค้าตัวเดียวกันนี้ ) และมีเลข Tracking number ให้ด้วยเหมือนกัน 

       คราวนี้ อะไรจะเกิดขึ้น? ใช่ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อค้า B ( ที่ตอนแรกไม่มีเลข Tracking number เพราะต้องการให้ค่าส่งเป็น 0 เหรียญ ) ก็รีบมาใช้บริการของ China Post Air Parcel ทันที และเมื่อพ่อค้า B เสียค่าส่งเพียง 3 เหรียญ และได้เลข Tracking number ด้วย อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป  ครับ ก็จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น 2 เหตุการณ์คือ

       เหตุการณ์ที่ 1 คือ  พ่อค้า B ยังคงตั้งค่าส่งไว้ที่ Free Shipping หรือ 0 เหรียญ ได้เหมือนเดิม ( เพราะค่าส่งจริงๆมันแค่ 3 เหรียญ ก็คือพ่อค้า B ยอมเอาไปหักจากกำไร คือขาดทุนกำไรไปแค่ 3 เหรียญ ) ทำให้สินค้าของพ่อค้า B ยังดูน่าสนใจ และเกิดเหตุการณ์ที่ 2 ตามมา คือ

       เหตุการณ์ที่ 2 คือ ถ้า "ของหาย" ขึ้นมา  ทางพ่อค้า B ก็ไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว เพราะถือว่าเขามีเลข Tracking number ไปยืนยันกับแผนกรับเรื่องของอีเบย์แล้ว
ว่าเขาได้ส่งสินค้าไปแล้วจริงๆ ส่วนที่ว่าของจะหายหรือไม่นั้น มันเป็นอีกเรื่องนึง คือลูกค้าต้องไปตามเอาที่ China Post Air Parcel เอาเอง


       ( ภาพบน ) พ่อค้า A ขายรองเท้าคู่นี้ ในราคา 90 เหรียญ คือค่ารองเท้าจริงๆคือ 60 เหรียญ แล้วเอาไปรวมกับค่าส่งด้วย FedEx อีก 30 เหรียญ / แต่รองเท้านี้ มีเลข Tracking number ให้เช็คสถานะสินค้าได้ / ดังนั้น ถ้าของหาย  ทางพ่อค้า A ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเขามีเลข Tracking number ยืนยันว่าเขาส่งจริง


       ( ภาพบน ) พ่อค้า B ขายรองเท้าคู่นี้ ในราคา 60 เหรียญ คือค่ารองเท้าจริงๆคือ 60 เหรียญ และค่าส่งฟรี คือ 0 เหรียญ / แต่คราวนี้ พ่อค้า B มีเลข Tracking number ด้วย ( เพราะใช้บริการจาก China Post Air Parcel )  / ดังนั้น ถ้าของหาย  ทางพ่อค้า B ก็ไม่ต้องรับิดชอบแล้ว



ถ้าอย่างนั้น ทำไมพ่อค้า A ไม่เลิกใช้ FedEx แล้วหันมาใช้ Chaina Air Post เหมือนพ่อค้า B บ้างล่ะ

      
คำตอบก็คือว่า การส่งสินค้าด้วย China Post Air Parcel นั้น เป็นดาบสองคม ( อีกแล้ว )  เพราะ เลข Trackingnumber ที่ China Post Air Parcel ให้มานั้น เป็นเลข Tracking number แบบอนาถา คือใช้การไม่ได้เลย ( ซึ่งตรงกับหัวข้อเนื้อเรื่องของเวบหน้านี้ ) และที่ว่าเป็นดาบสองคมก็คือ

       มองด้านดี - เลข Tracking number แบบอนาถา นี้ มีไว้เพื่อให้ผู้ขายพ้นผิด ( พ้นผิดยังไง?  ก็คือพ้นผิดได้ ด้วยการเอาเลข Tracking number แบบอนาถานี้ไปยืนยันกับแผนกรับเรื่องของอีเบย์ว่า ได้มีการส่งเกิดขึ้นจริงๆ ดังนั้น ถ้าของหาย ก็ไม่ใช่ความผิดของคนขายแล้วนะ )

       มองในด้านไม่ดี - ก็คือ ในกรณีที่สินค้าหาย ( ซึ่งมันก็ต้องหายอยู่แล้ว เพราะมันเป็น Tracking number แบบอนาถา คือเช็คข้อมูลอะไรไม่ได้เลย ) แล้วพอลูกค้าจะไปฟ้องร้องกับแผนกรับเรื่องของอีเบย์  ผลการฟ้องร้อง เราก็ต้องแพ้คดี เพราะว่าคนขายมีเลข Tracking number แบบอนาถา นี้ไปยืนยันกับแผนกรับเรื่องแล้วว่าเขาได้ส่งของให้แล้วจริง / นั่นก็หมายความว่า ถ้าของหาย เราจะต้องไปฟ้องร้องกับบริษัท China Post Air Parcel เอาเอง ซึ่งค่าทนาย ก็คงเริ่มที่ราคาเป็นแสนบาท

       ด้วยเหตุนี้ พ่อค้า A จึงขายของได้น้อยกว่าพ่อค้า B เพราะสินค้าของพ่อค้า A แพงกว่าพ่อค้า B ถึง 30 เหรียญ ( เพราะพ่อค้า A จ้างทาง FedEx ส่งให้ ) / ส่วนสาเหตุที่พ่อค้า A ทนใช้บริการของ FedEx ซึ่งแพงกว่า China Post Air Parcel มากก็เพราะ พ่อค้า A เป็นคนดี อยากให้ลูกค้าได้รับของ  คือหมายว่า ถ้าของหาย  ทาง FedEx ก็จะต้องรับผิดชอบให้  เหมือนกับว่า ทำประกันไว้กับทางบริษัท FedEx นั่นแหละ ว่าลูกค้าจะต้องได้รับของแน่นอน ซึ่งคำว่าทำประกันนั้น ก็คือ การมีเลข Tracking number ที่มีประสิทธิภาพ ( เพราะออกโดย FedEx ) นั่นเอง

       ส่วนพ่อค้า B ก็จะขายของได้มากกว่าพ่อค้า A  เพราะพ่อค้า B ขายถูกกว่าพ่อค้า A ถึง 30 เหรียญ ( เพราะพ่อค้า B ใช้บริการของ China Post Air Parcel
) / แต่ พ่อค้า B เป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ ไม่สนใจกับความเดือดร้อนของลูกค้า หวังแค่เอาตัวเองรอดอย่างเดียว  คือถ้าของหาย แล้วลูกค้าไปฟ้องร้องกับแผนกรับเรื่องของอีเบย์    พ่อค้า B ก็จะชนะอยู่ดี เพราะพ่อค้า B มีเลข Tracking number แบบอนาถา ไปยืนยันกับแผนกรับเรื่องได้ ว่าเขาส่งให้แล้วจริงๆ  ส่วนที่ว่า ถ้าลูกค้าจะตามเรื่องต่อไปนั้น ก็ต้องตามไปฟ้องเอาเองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ คือ China Post Air Parcel เอาเอง ซึ่งค่าทนาย ก็คงเริ่มที่ราคาเป็นแสนบาท 


สรุป สำหรับหัวข้อในเวบหน้านี้ที่เขียนว่า "ทำไมคนขายถึงต้องให้ Tracking number แบบอนาถา กับเรา" คำตอบก็คือ เพราะว่า Tracking number แบบอนาถานั้น มันทำให้เขาคิดค่าส่งแบบ Free Shipping ได้    ส่วนที่ว่า เมื่อของหายแล้ว ลูกค้าไม่สามารถฟ้องร้องเอาเรื่องกับ คนขาย ( คือพ่อค้า B ) ได้นั้น คนขาย B ก็จะคิดในใจว่า  มันก็เป็นเรื่องของแก ( หมายถึงตัวลูกค้าที่ของหาย ) ข้าไม่สน ขอให้ข้าขายได้ถูกๆแบบ Free shipping เป็นพอ และข้าก็จะชนะคดีในการฟ้องร้องด้วย เพราะข้ามี Tracking number แบบอนาถา อยู่ในมือแล้วไงล่ะ ไอ้น้อง  / เป็นไงครับ ชั่วร้ายไหมครับ? / และสุดท้าย คนดีๆอย่างพ่อค้า A ก็จะพากันตายไป เพราะขายของไม่ออก ( เพราะค่าส่งตั้ง 30 เหรียญ )  แต่คนเลวๆอย่างพ่อค้า B นั้นก็จะไม่ตาย กลับเจริญงอกงามขึ้นไปอีกเพราะขายดี ( เพราะค่าส่งเป็น 0 เหรียญ ) และก็จะมีคนมาเลียนแบบพ่อค้า B มากขึ้น มากขึ้น ทำให้ลูกค้าอย่างเรา โดนเอาเปรียบมากขึ้น มากขึ้น

หมายเหตุ - หลังๆนี้ มีบริษัทขนส่ง ทำเลียนแบบบริษัท China Post Air Parcel มากขึ้นหลายบริษัทแล้วครับ คือออกเลข  Tracking number แบบอนาถา ให้ลูกค้า แต่มันใช้การไม่ได้ / แล้วที่ว่า ใช้การไม่ได้นั้น มันหมายถึงอะไร? คำตอบก็คือ เลข Tracking number แบบอนาถา นั้น เป็นเลข Tracking number ที่มีลักษณะอย่างใด อย่างหนึ่งในสองประการข้างล่างนี้ครับ

       เป็นเลข Tracking number แบบอนาถา ชนิดที่ "ไม่แสดงข้อมูลอะไรเลย" ( คลิ๊กเพื่ออ่าน )

       เป็นเลข Tracking number แบบอนาถา ชนิดที่ "แสดงผลก็จริง แต่ผลที่แสดงนั้น ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย"  ( คลิ๊กเพื่ออ่าน )


- END -