ข้อผิดพลาดของการส่งแบบ USPS


offixedge.com

       ( ภาพบน ) ตามปกติ เวลาที่เราสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ หากเราไม่ได้คุยกับคนขายเรื่องวิธีการส่งแล้วล่ะก็  ส่วนมากคนขายจะส่งให้เราด้วยวิธีส่งโดย USPS หรือชื่อเต็มว่า United States Postal Service โดยมีสัญญลักษณ์เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้

       ทำไมคนขายถึงมักเลือกบริการการส่งแบบ USPS ให้กับลูกค้าอย่างเรา ?  คำตอบก็คือว่า เพราะว่ามันมีราคาถูก 



( ภาพบน ) การส่งแบบ UPSP ไม่มีรถไปส่งพัสดุที่หน้าบ้านเหมือนของ FedEX

ภาพจาก millionairecarclub.com


( ภาพบน ) แต่ USPS จะให้ทางไปรษณีย์ไทย เป็นผู้ส่งพัสดุให้ลูกค้าโดยตรง

       ( ภาพบน ) ข้างบนนี้คือคำตอบว่า ทำไมคนขายถึงชอบเลือกการส่งแบบ USPS ให้ลูกค้า ซึ่งคำตอบก็คือ มันมีราคาถูก ,ทำไมถึงถูก? คำตอบก็คือว่า เพราะบริษัท USPS จะส่งพัสดุไปให้กับทาง ไปรษณีย์ไทย ดำเนินการต่อ / คือเมื่อไปรษณีย์ไทยได้รับพัสดุจาก USPS แล้ว  ทางไปรษณีย์ไทยก็จะนำเข้าไปคัดแยก และส่งเหมือนพัสดุที่ส่งภายในประเทศไทยนั่นเอง

       ในขณะที่ ถ้าคนขายเลือกการส่งแบบ FedEx หรือ DHL หรือ USP ( อันนี้คนละตัวกับ USPS นะครับ อย่าสับสน ) แล้ว ทางบริษัท FedEx หรือ DHL หรือ USP เขาจะมีรถของบริษัท ขับไปส่งให้ถึงหน้าบ้านของลูกค้าเลย ดังนั้น การส่งแบบ FedEx หรือ DHL หรือ USP จึงมีต้นทุนที่สูงกว่าการส่งแบบ USPS / ด้วยเหตุนี้ คนขายจึงไม่ค่อยชอบเลือกใช้การส่งแบบ FedEx หรือ DHL หรือ USP

       เมื่อค่าส่งถูก ( เพราะส่งด้วย USPS ) ทางคนขายก็อาจจะคิดค่าส่งฟรี หรือคิดค่าส่งแค่ 4 - 5 เหรียญกับลูกค้าก็ได้ ทำให้ลูกค้ามีความสุขที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง  ในขณะที่ ถ้าคนขายจะให้ส่งแบบ FedEx หรือ DHL หรือ USP  ก็ต้องเริ่มค่าส่ง "ขั้นต่ำ" คือ 25 เหรียญขึ้นไป ( ไม่ว่าพัสดุนั้น จะชิ้นเล็กแค่ไหนก็ตาม )




       ( ภาพบน ) แต่ในเมื่อการส่งแบบ USPS นั้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับการส่งแบบ FedEx หรือ DHL หรือ USP  ดังนั้น ผลที่ตามมาเมื่อเราเลือกการส่งแบบ USPS ก็คือมาตรฐานการส่งที่แตกต่างกับ FedEx หรือ DHL หรือ USP โดยสิ้นเชิง

       ซึ่งในวันนี้ ทีมงาน Tuvagroup.com ก็จะได้เอาตัวอย่างเคสของจริงมาให้คุณผู้อ่านดูกันนะครับ  เป็นเคสซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง ราคาหกพันกว่าบาท แต่คนขายดันเลือกส่งแบบ USPS แล้วมันมีปัญหา เรามาดูกันครับว่ามันมีปัญหาอย่างไร



http://www.tibetshining.com/

       ( ภาพบน ) ข้างบนนี้ คือเวบ "ตัวจริง" ที่คุณลูกค้าเลือกซื้อสินค้านะครับ  / ซึ่งทีมงานขอบอกก่อนเลยว่า เวบนี้ไม่ใช่ตัวปัญหานะครับ ( หมายถึงเวบ tibetshining.com ไม่ใช่ตัวปัญหา ) คือเขาก็ขายของตามปกตินี่แหละ แต่ความผิดพลาดก็คือว่า เวบนี้ ดันเลือกวิธีส่งแบบ USPS ให้ลูกค้า ( และไอ้เจ้าบริษัทขนส่งที่ชื่อ USPS นี่แหละครับ คือตัวปัญหา )  / เอาล่ะ เรามาดูกันต่อไปเลยครับ





( ภาพบน ) เมลล์ตัวจริง ที่ทีมงานแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าได้โอนเงินให้คนขายแล้ว

       ( ภาพบน ) ในภาพข้างบนนี้ ทางลูกค้าต้องการประหยัดค่าส่ง จึงเลือกค่าส่งแบบ 0 เหรียญไป  คนขายก็เลยคิดค่าส่งมา 0 เหรียญ ( ตรงที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ ) / ซึ่งการที่ลูกค้าเลือกค่าส่งแบบ 0 เหรียญนี้ คนขายจึงจำเป็นต้องส่งแบบ USPS ให้กับลูกค้า ( ซึ่งความจริงแล้ว มันมีตัวเลือก FedEx ให้เลือกด้วย แต่ว่าค่าส่งของ FedEX สำหรับรายการนี้คือ 50 เหรียญ  ดังนั้น ทางลูกค้าจึงเลือกการส่งแบบถูก คือ 0 เหรียญ / ซึ่งการที่ลูกค้าเลือกการส่งแบบ 0 เหรียญ ก็คือการบังคับให้คนขายต้องเลือกการส่งแบบ USPS ให้ลูกค้านั่นเอง )

       ส่วนสำคัญ ก็คือ ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ ซึ่งก็คือวันที่ ที่ทีมงาน Tuvagroup.com ได้โอนเงินไปให้กับคนขาย นั่นก็คือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 / เอาล่ะ เรามาดูกันต่อครับ



( ภาพบน ) เมลล์ตอบรับจากเวบขายสินค้า

       ( ภาพบน ) มีเมลล์ตอบกลับจากเวบที่ขายสินค้านั้น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ ) / โดยเนื้อหาในเมลล์บอกว่า ได้รับเงินที่เราโอนไปให้แล้ว ( ตรงที่  ขีดเส้นใต้สีเขียว ในภาพข้างบนนี้




http://www.tuvagroup.com/5711novemberstate.html

       ( ภาพบน ) ในสเตทเม้นท์บัตรเครดิต ก็แจ้งว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ( ตรงที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ )  ทางเวบผู้ขาย ซึ่งก็คือเวบ TIBETSHINING.COM ได้ตัดเงินไปจากบัตรเครดิตของทีมงาน Tuvagroup.com เรียบร้อยแล้ว ( การที่มันโชว์รายการบนสเตทเม้นท์ที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ก็คือหลักฐานยืนยันว่ามีการตัดเงินเกิดขึ้นแล้ว )

       หลักฐานเรื่องการโอนเงินทั้งหมดนี้ ( อันได้แก่เมลล์ตอบรับจากเวบผู้ขายที่ตอบกลับมา และหลักฐานการตัดเงินจากบัตรเครดิตของทีมงาน ตามที่ปรากฏในสเตทเม้นท์ข้างบนนี้ )  ที่ทีมงานเอามาให้คุณผู้อ่านดู ก็เพื่อให้เห็นว่า ทีมงานได้ทำงานโดยสมบูรณ์แล้ว คือโอนเงินให้คนขาย และคนขายก็ได้รับเงินแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 

       หลังจากโอนเงินให้คนขายแล้ว ที่เหลือก็คือการที่คุณลูกค้าท่านนี้ รอรับสินค้าอยู่ที่บ้าน




       ( ภาพบน ) แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 1 เดือน คุณลูกค้าท่านนี้ได้เมลล์มาบอกทีมงาน Tuvagroup.com ว่ายังไม่ได้รับสินค้าเลย

       ทางทีมงานจึงได้เมลล์ไปถามคนขายเกี่ยวกับสถานะของสินค้าที่สั่งไป  ซึ่งคนขายก็ตอบมาดังข้างล่างนี้ครับ




       ( ภาพบน ) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557 ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ )  ทางเวบผู้ขายได้ตอบกลับมาว่า เขาได้ส่งสินค้าให้กับเราแล้วตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ( ตรงที่มี ขีดเส้นใต้สีเขียว อยู่ในภาพข้างบนนี้ / ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ ทีมงาน Tuvagroup.com โอนเงินไปให้เขา )

       โดยผู้ขายบอกว่า เขาส่งให้เราด้วยการส่งของบริษัท USPS / นี่ไง ความซวยมันเกิดขึ้นตรงนี้แล้ว!

       ซวยยังไง? เรามาดูกัน

       ก็คือ ทางคนขายเขาให้เลข Tracking number เรามาว่าคือ
LJ670373717US / จากนั้น ทีมงาน ก็เอาเลข Tracking number ไปเช็คที่เวบของ usps.com ผลปรากฏว่า ออกมาเหมือนรูปข้างล่างนี้



( ภาพบน ) สถานะสินค้า ณ.วันที่ 18 ธันวาคม 2557 ไม่แสดงผลอะไรเลย!

( ทั้งๆที่คนขาย ส่งของให้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 แล้วนะเนี่ย )

       ( ภาพบน ) ข้างบนนี้ คือความห่วยอย่างแรกของการส่งแบบ USPS

       ห่วยอย่างไร?

       คำตอบก็คือ ถ้าเป็นเลข Tracking number ของบริษัท FedEx ล่ะก็ แค่ สองวัน ก็เช็คสถานะสินค้าได้แล้ว / แต่พอเป็นเลข Tracking number ของบริษัท USPS  ตั้ง 28 วันแล้ว ยังไม่ขึ้นข้อมูลอะไรให้ดูเลย เหมือนที่คุณผู้อ่านเห็นในภาพข้างบนนี้  ( คือคนขายส่งของไปให้ USPS จัดการเมื่อวันที่ 20 พ.ย.57 แล้วเรามาเช็คเลข Tracking number เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.57 )  แล้วจะมีเลข Tracking number ไว้ทำอะไรเนี่ย ในเมื่อมันเช็คแล้วไม่แสดงผลอะไรเลย ?


       ความห่วยยังไม่จบแค่นี้!  เพราะจากการที่ไม่สามารถเช็คเลข Tracking number ได้ ก็เลยไม่รู้ว่าสินค้าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ทางคนขาย ( เจ้าของเวบ tibetshining.com ) ก็ไม่รู้ ,บริษัท USPS ก็ไม่รู้ ( เพราะคนขายไปถามที่บริษัท USPSแล้ว เขาก็ตอบไม่ได้ เพราะเช็คเลข Tracking number ไม่ได้ ) ,และทางทีมงาน Tuvagroup.com ก็ไม่รู้

       ก็เลยต้องรอไปเรื่อยๆ ...






( ภาพบน ) อีเมลล์จากผู้ขาย

       ( ภาพบน ) หลังจากเวลาผ่านไปทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 7 วัน นับจากวันที่เราโอนเงินไปให้คนขาย ,คนขายก็อีเมลล์มาบอกเราดังข้างบนนี้ ซึ่งมีห้วข้อหลักๆ 2 ประการคือ

       ประการที่ 1 ( ตรงที่มี ขีดเส้นใต้สีเขียว ในภาพข้างบนนี้ ) บอกว่า ระบบของ USPS พึ่งจะสามารถเช็คเลข Tracking number ได้ หลังจากที่เช็คไม่ได้มาเป็นเวลาถึง 2 เดือน


       ประการที่ 2 ( ตรงที่มี ขีดเส้นใต้สีแดง ในภาพข้างบนนี้ ) จากการที่เช็คเลข Tracking number ได้ ( ในประการที่ 1 ) ก็เลย "พึ่งรู้" ว่า พัสดุ ติดอยู่ที่ศูนย์แยกสินค้าในสนามบิน "เป็นเวลา 2 เดือน" / ทำไมถึงรู้ว่า 2 เดือน? คำตอบก็คือ ก็ลองเอาเลข Tracking number ไปเช็คใหม่ที่เวบของ USPS อีกครั้ง ( คือเอาเลข Traking number อันเดิม ซึ่งก็คือ LJ670373717US ไปเช็ค ) ก็จะได้ผลดังภาพข้างล่างนี้





( ภาพบน ) ผลของการเอาเลข Tracking number LJ670373717US
ไปเช็คที่เวบของ usps.com


https://tools.usps.com/go/TrackConfirmAction?qtc_tLabels1=LJ670373717US

       ( ภาพบน ) "ขอเน้น" นะครับ ว่าภาพที่เห็นอยู่ข้างบนนี้เป็นของจริงนะครับ เป็นผลการเช็คเลข Tracking number หมายเลข LJ670373717US ที่เวบ usps.com จริงๆ

       ซึ่งตอนแรก ( เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ) ที่หน้าเช็คเลข Tracking number ข้างบนนี้ มันไม่แสดงผลอะไรเลย  แต่ว่าตอนนี้มันแสดงผลได้แล้ว / และในเมื่อแสดงผลได้แล้ว เราก็เลยได้เห็นความสะเพร่าของระบบของ USPS อย่างชัดเจนเลยครับ มาดูกันว่ามันสะเพร่ายังไง 





       ( ภาพบน ) จากการเช็ค Tracking number ก็ได้รายละเอียดว่า

       เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ )  สินค้าได้เข้าสู่ระบบของ USPS ( ตรงที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ )

       อันนี้ เป็นความผิดพลาดที่ พอรับได้ ก็คือ "ช้าไปแค่ 2 วัน" ( หมายความว่า ทางคนขายบอกว่าเขาส่งสินค้าไปตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 / แต่ในการเช็ค Tracking number ข้างบนนี้ เห็นได้ว่า กว่าบริษัท USPS จะนำเข้าสายพานการส่งของ ก็กินเวลา 2 วันแล้ว ( คือ กว่าจะนำไปเข้าสายพานการส่ง ก็เป็นวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 เข้าไปแล้ว / แทนที่จะเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 เลย มัวทำอะไรอยู่? ถึงช้าไป 2 วัน - แต่ก็เอาล่ะ ช้า 2 วันก็พอรับได้ ) )


       แต่ที่รับไม่ได้เลย คือข้างล่างนี้




( ภาพบน ) ผ่านไป 2 เดือนกับอีก 7 วัน สินค้ายังอยู่ที่เดิม! บ้าหรือเปล่า!


       ( ภาพบน ) สินค้าชิ้นนี้ ราคา 6,102.97 บาท ( ตามที่คนขายตัดเงินไปจากบัตรเครดิต ) โดยไม่รวมค่าส่งเลยนะ ( เพราะส่งฟรี ) ทำไมของที่ราคาสูงขนาดนี้  มันหายไปในระบบของ USPS เฉยเลย  ค้นหาไม่ได้เลยเป็นเวลา 2 เดือนกับอีก 7 วัน ! บ้าหรือเปล่า?

       เพราะเลข Track มันก็ยืนยันแล้วว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 พึ่งเข้าสู่สายพานการส่ง คือที่ USPS Facility แล้วพอเวลาผ่านไปนานถึง 2 เดือนกับอีก 7 วัน ซึ่งก็คือวันที่ 29 มกราคม 2558 ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ ) สินค้าก็ยังอยู่ที่ USPS Facility ที่เดิมเฉยเลย ( ตรงที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ )

       สินค้าราคา
6,102.97 บาท โดนดองอยู่ที่สนามบินสองเดือนกว่าๆไม่มีใครรู้ ไม่มีใครตามของได้เลย เช็คเลข Tracking number ก็ไม่ได้ ( คือ ในช่วง 2 เดือนที่โดนดองนั้น เราเช็คเลข Tracking number ไม่ออก มันไม่โชว์ข้อมูล )  แล้ว "นับประสาอะไร" ถ้าเป็นของที่ราคาน้อยกว่านี้ เช่น เคสใส่โทรศัพท์ ,ปากกา ,เสื้อยืด หรือสินค้าอื่นๆที่มันราคาน้อยกว่า 6,102.97 บาท มันจะไม่โดนดองมากกว่า 2 เดือนเหรอ?



disney.wikia.com


footballmaillot.com


logos.wikia.com

       ( ภาพบน ) ทีมงานไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่เห็นในรูปข้างบนนี้นะครับ เพราะว่า ไม่ว่าคุณลูกค้าจะเลือกการขนส่งสินค้าแบบไหน ทีมงานก็ได้รับค่าบริการเท่ากันอยู่ดี ( คือ 100 บาท ) เพียงแต่ ทีมงานอยากจะบอกว่า สินค้าราคา หกพันกว่าบาทของคุณลูกค้านั้น  อย่ามัวประหยัดด้วยการเลือกการส่งโดย USPS อยู่เลยครับ  ถ้าคุณยอมจ่ายแพงหน่อย แล้วเลือกบริษัทขนส่งแบบ FedEx หรือ DHL หรือ UPS  คุณก็จะได้รับของภายในไม่ถึงสองอาทิตย์ ( บางทีก็อาทิตย์เดียวด้วยซ้ำ ) โดยที่เขามาส่งของให้ถึงหน้าบ้านคุณเลยครับ

       และจากประสบการณ์การซื้อสินค้าให้ลูกค้ามาจะสิบปีแล้วนี้ ทีมงานมีปัญหากับระบบของ USPS ตลอดเลยครับ หลายสิบเคสเลย ไอ้ที่เอามาให้ดูในเวบหน้านี้ เป็นแค่หนึ่งในหลายเคสเท่านั้น ( ยังสยองขนาดนี้ ) / แต่กับบริษัทขนส่งยี่ห้อ FedEx หรือ DHL หรือ UPS นั้น ยังไม่เคยมีปัญหาเลยครับ ( ทั้งๆที่ทีมงานทำมาจะสิบปีแล้ว ) บริษัทพวกนี้ ถ้ามีปัญหาอะไร ( เช่นหน้ากล่องพัสดุ เขียนตัวหนังสือไม่ชัด )  เขาจะทั้งเมลล์ ( แจ้งให้ทีมงานทราบ ) ทั้งโทรตามจี้ทีมงาน Tuvagroup.com ตลอด  จนบางครั้งทีมงานยังรำคาญเสียด้วยซ้ำ ( อะไรจะขยันขนาดนั้น )

       สรุปนะครับ ว่าทีมงานไม่ได้มีอคติกับ USPS และทีมงานก็ไม่ได้ลำเอียงให้กับบริษัท FedEx หรือ DHL หรือ UPS / ที่ทีมงานมาเล่าให้ฟังในเวบหน้านี้ ทีมงานว่าไปตามเนื้อผ้า ว่าไปตามหลักฐานที่ปรากฏ ไม่ได้มีการปั้นเสริมเติมแต่งอะไรเลย / ถ้าคุณลูกค้าซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และต้องการ "ความสบายใจ" ว่าได้รับของแน่นอน ทีมงานแนะนำว่าให้ใช้ FedEx หรือ DHL หรือ UPS โดยเลือกบริการแบบที่มาส่งของที่บ้านจะดีกว่าครับ แพงนิดนึง แต่สบายใจครับ


หมายเหตุ - DHL มันมีตัวเลือก "DHL global express" อยู่  ซึ่งการทำงานจะคล้ายๆกับ USPS คือให้ทางไปรษณีย์เป็นผู้นำส่ง ดังนั้น มันก็จะมีผิดพลาดคล้ายๆ USPS เหมือนกัน คือเคยมีของหายอยู่ 3 - 4 เคส / ดังนั้น ถ้าจะใช้บริการของ DHL ก็ให้ข้าม DHL global express ไปแล้วกันนะครับ


คำถามคาใจ?

คำถาม : แล้วบริษัทที่ขายสินค้า เขาไม่รู้หรือว่าการส่งแบบ USPS แบบส่งฟรี หรือราคาถูกนั้น มันทำให้ของหายได้  ทำไมถึงมีตัวเลือกนี้ ( ตัวเลือกการส่งฟรีด้วย USPS ) อยู่ในรายการเลือก ให้ลูกค้าเลือก?

คำตอบ : สำหรับคำตอบนั้น ง่ายมากครับ คือ

       เหตุผลข้อแรก - คนขายรู้อยู่เต็มอกครับ ว่าส่งด้วย USPS น่ะ ของมันหายแน่นอน แต่คนขายก็คิดว่า "เพราะการส่งแบบ USPS มันมีราคาถูก  เวลาเอาไปบวกกับค่าสินค้าแล้ว มันทำให้ราคารวม ( Total cost = ค่าสินค้า + ค่าส่ง ) ดูน่าสนใจ"


       เหตุผลข้อที่สอง ( ซึ่งเกี่ยวโยงมาจากเหตุผลข้อแรก ) - ทำไมคนขายต้องพยายามทำให้ราคารวม ดูแล้วน่าสนใจ ? สำหรับคำตอบนั้น ให้ดูรูปข้างล่างนี้ประกอบครับ





       ( ภาพบน )  เวบทั่วไปนั้น ( เช่นเวบชื่อ Summit ในรูปข้างบนนี้ )  ขนาด น็อตตัวเล็กๆ 4 ตัว ( ตรงที่มี ปีกกาสีม่วง ครอบอยู่ ในภาพข้างบนนี้ )  เขายังไม่มีตัวเลือกค่าส่งฟรีเลย ( ดูตรงที่มี ปีกกาสีเขียว ครอบอยู่ ในภาพข้างบนนี้

       ค่าส่งถูกสุด สำหรับน็อตตัวเล็ก 4 ตัวข้างบนนี้ก็คือ 45.18 เหรียญ / ทำไมเวบ Summit ถึงไม่มีตัวเลือกค่าส่งฟรี? คำตอบก็คือ เพราะเวบ Summit มีความรับผิดชอบสูง เขาไม่ต้องการ หลอกลูกค้าให้เลือกค่าส่งฟรี แล้วลูกค้าก็ต้องมารับกรรมเรื่องของหายในภายหลัง ( หากส่งฟรี ของก็จะหาย เหมือนในเคสของ USPS ที่ทีมงานเอามาให้ดูก่อนหน้านี้ดังนั้นเวบ Summit จึงตัดตัวเลือกค่าส่งฟรีออกไปเลย

       แต่ผลของการที่เวบ Summit ตัดค่าส่งฟรีออกไป ( ด้วยความรับผิดชอบที่สูงนั้น ) ก็เลยทำให้ราคารวม ( คือค่าสินค้า + ค่าส่งที่ถูกที่สุดแล้ว ( คือ 45.18 เหรียญ ))  เท่ากับ 60.88 เหรียญ ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้ )



( ภาพบน ) น็อตแบบเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน ที่ขายที่เวบ bukhum.com ( สมมติ )

       ( ภาพบน ) สมมติว่า เวบ Summit เปิดขายน็อตแบบนี้มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แล้ววันหนึ่งก็มี "เวบเกิดใหม่" ชื่อ บักหำดอทคอม ( bukhum.com - สมมตินะครับ )  ต้องการจะขายน็อตแบบเดียวกันกับที่เวบ Summit ขายอยู่ ( ซึ่งเปิดขายน็อตนี้มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว )

       ถ้าเวบ bukhum.com ดันมีจริยธรรมสูง และตัดค่าส่งฟรีออกไป เพราะไม่อยากให้ลูกค้ารับกรรมภายหลัง / ผลก็คือว่า เขาก็ต้องขายน็อตแบบเดียวกันกับเวบ Summit ในราคารวมที่เท่ากัน คือ 60.88 เหรียญ

       ซึ่งถ้าขายเท่ากัน คือ 60.88 เหรียญ / ระหว่างสองเวบนี้ ( คือเวบ Summit และเวบ bukhum ) ลูกค้าก็ต้องเลือกซื้อของจากเวบ Summit อยู่แล้ว เพราะเวบ Summit เปิดมานานกว่า ,ดูน่าเชื่อถือว่า

       ดังนั้น เมื่อเวบ bukhum.com ต้องการแจ้งเกิด  เวบ bukhum.com จึงต้อง วางเรื่องจริยธรรม เอาไว้ก่อน
/ แล้วก็จัดให้มีตัวเลือก "ค่าส่งฟรี" ให้กับลูกค้า / ซึ่งผลจากการมีค่าส่งฟรีนั้น  ทำให้ราคารวมของสินค้า เป็นแค่ 15.70 เหรียญ ( ตรงที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยุ่ในภาพข้างบนนี้




       ( ภาพบน ) "หลักจิตวิทยาพื้นฐาน ง่ายๆ" ก็คือว่า สินค้าแบบเดียวกันทุกประการและปริมาณการสั่งซื้อก็เท่ากันด้วย ( คือเป็นน๊อตเล็กๆ จำนวน 4 ตัว )  แต่ซื้อที่ร้านที่ 1 คุณต้องจ่าย 60.88 เหรียญ แต่ถ้าซื้อที่ร้านที่ 2 คุณจ่ายแค่ 15.70 เหรียญ

       ใครๆก็ต้องเลือกซื้อจากร้านที่ 2 ( ซึ่งขายแค่ 15.70 เหรียญ ) อยู่แล้ว เพราะสินค้าตัวเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน ( คือน็อตเล็กๆ จำนวน 4 ตัว ) แต่ซื้อจากร้านที่ 2 ราคารวมมันถูกกว่าร้านที่ 1 เกือบ 4 เท่า

       ลูกค้าเลือกการส่งแบบฟรี ( ซึ่งทำให้ราคาขายเหลือแค่ 15.70 เหรียญ ) เพราะ ลูกค้าไม่รู้อนาคตว่า ถ้าเลือกการส่งแบบฟรีแล้ว ของจะต้องหายแน่นอน


       แต่ คนขาย มีตัวเลือกการส่งแบบฟรีให้ ทั้งๆที่ คนขายรู้อนาคตล่วงหน้า แล้วว่าถ้าลูกค้าเลือกการส่งแบบฟรี ของต้องหายแน่นอน / แต่ คนขายต้องการแจ้งเกิด ( เพราะถ้าขายราคาเดียวกับร้านที่ 1 ก็ไม่มีทางได้แจ้งเกิด ) จึงจำเป็นต้องวางเรื่องจริยธรรมเอาไว้ก่อน คือของหายก็ช่างมัน ถือว่าลูกค้าเป็นคนเลือกค่าส่งฟรีเองนี่หว่า  ฉันไม่ได้บังคับนี่


คำถาม : อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อลูกค้าเลือกการส่งแบบส่งฟรี แล้วของหายจริงๆ?

คำตอบ : คนขายก็จะคิดแบบนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิด คือ

       1.ฉัน ( หมายถึงคนขาย ) ไม่ได้เป็นคนทำหายนี่  คนที่ทำหายคือบริษัทขนส่ง USPS ต่างหาก พวกนาย ( หมายถึงคนซื้อ ) ก็ต้องไปตามเรื่องเอาเองที่ USPS ( - แต่ความจริง คนขายรู้อนาคตอยู่ก่อนแล้วว่า ถ้าให้ลูกค้าเลือกการส่งแบบฟรี ของต้องหายแน่นอน แต่เพื่อต้องการแจ้งเกิด จึงทำมึน แล้วใส่ "ตัวเลือกค่าส่งฟรี ( Free Shipping )" เข้าไปในรายการตัวเลือกค่าส่ง )

       2.พวกนาย ( หมายถึงคนซื้อ ) เป็นคนเลือกค่าส่งฟรีเองนี่หว่า ฉันไม่ได้บังคับให้นายเลือกเสียหน่อย ( - แต่ความจริง เวบ bukhum.com ก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ถ้ามีตัวเลือกส่งฟรีให้  ลูกค้าก็ต้องเลือกตัวเลือกส่งฟรีอยู่แล้ว ( ด้วยเหตุนี้ เวบที่มีจริยธรรมสูง อย่างเวบ Summit จึงไม่มีตัวเลือกส่งฟรีให้ไงครับ ) )


       เมื่อลูกค้าชุดแรกสั่งซื้อสินค้าจากร้าน bukhum.com ที่คิดค่าส่งฟรี แล้วปรากฏว่าของหาย  ลูกค้าชุดนี้ ก็จะไม่กลับมาซื้อสินค้าจากเวบ bukhum.com อีก แต่ก็จะมี ลูกค้าใหม่ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ที่มาเห็นราคาขายของ bukhum.com ขายถูกมากกว่าที่ขายโดยเวบ Summit เกือบ 4 เท่า  พวกลูกค้าใหม่ๆเหล่านี้ ก็จะพากันมาซื้อสินค้าที่เวบ bukhum.com

       เมื่อลูกค้าชุดที่สอง ซื้อสินค้าจากเวบ bukhum.com แล้วของหาย ลูกค้าชุดที่สองนี้ ก็จะไม่กลับมาซื้อสินค้าจากเวบ bukhum.com อีก  แต่ก็จะมีลูกค้าชุดที่สาม ,ชุดที่สี่ ,ชุดที่ห้า ทะยอยกันมาซื้อสินค้าจากเวบ bukhum.com ไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือน แมงเม่าบินเข้ากองไฟ อย่างไม่รู้จบ ไม่รู้สิ้น

       ในที่สุด เวบ bukhum.com ก็แจ้งเกิดได้ เพราะมีลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลกันมาซื้อสินค้าจากเวบของเขา / แม้ว่าจะไม่มีลูกค้าเก่ากลับมาซื้อเลยก็ตาม ( เพราะของหาย ) แต่เวบ bukhum.com ก็ได้ลูกค้าใหม่ ( คือแมงเม่าตัวใหม่ ) มาซื้อสินค้าจากเวบเขาเรื่อยๆ ( แมงเม่าตัวใหม่ๆ บินเข้ากองไฟไปเรื่อยๆ ) เขาก็รวยอื้อซ่าแล้วครับ



- END -