ทำไมใช้เรทอัตราแลกเปลี่ยนสูงกว่าที่เป็นจริง?

ตอบ -  เรทที่เราคิดกับคุณนั้น เป็นเพียงการ "เผื่อ" เท่านั้น เราคิดเงินกับคุณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนจริง ณ.วันที่มันตัดยอดเงินจากบัตรเครดิตเราจริงๆ  โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
ไม่ได้คิดเพิ่มแม้แต่บาทเดียวเพราะมีตัวเลขโชว์ในเสตทเม้นท์อยู่แล้ว

สาเหตุที่เราต้องเผื่อให้สูงกว่าที่เป็นจริงไว้ก่อน

       มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกันนะคะ ซึ่งตัวอย่างที่ยกให้ดูข้างล่างนี้ทั้งหมด ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วทั้งสิ้นนะคะ ไม่ได้เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาแต่อย่างใด

Case ที่ 1 : อัตราแลกเปลี่ยนเงินของวันที่คำนวณให้ลูกค้าดู กับวันที่คนขายตัดเงิน เป็นคนละอัตรากัน 


       ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ลูกค้าได้ส่งเงินมาให้เพื่อฝากซื้อหนังสือที่อเมซอนดอทคอม  ตามที่ปรากฏในเมลล์ของจริงข้างล่างนี้


ลูกค้าโอนเงินเพื่อสั่งซื้อของในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551

       ในความคิดของคนทั่วไปคิดว่าก่อนที่ลูกค้าคนนี้จะส่งเงินมา ทำไมไม่เปิดดูอัตราแลกเงินของธนาคารโลก ณ.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ก่อน (ดูลิงค์แลกเปลี่ยนเงินได้ที่  http://finance.yahoo.com/currency-converter?amt=1&from=USD&to=THB&submit=Convert#from=USD;to=THB;amt=1  ตามภาพข้างล่างนี้)

 
อัตราแลกเปลี่ยนเงินของธนาคารโลก ณ.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551

       ในเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 คือวันที่ทางเวบ TUVAGROUP.COM จะต้องสั่งซื้อสินค้าตัวนี้จากเวบต่างประเทศอยู่แล้ว ทำไมไม่ใช้เรท 31.1197 บาทต่อ 1 เหรียญ (ที่โชว์ในภาพข้างบนนี้) ทำไมต้องให้เผื่อเป็นเหรียญละ 37 บาท ท้งๆที่มันก็โชว์อยู่แล้ว มีอะไรตุกติก หมกเม็ดหรือเปล่า?

       เหตุที่คนส่วนใหญ่คิดอย่างนี้ ก็เพราะเขาคิดว่า ฝรั่งคงจะตัดเงินไปจากบัญชีเราเลยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 (ซึ่งเป็นเรท 31.1197 บาทต่อ 1 เหรียญ) แต่ขอให้ดูเมลล์ (ของจริง) ข้างล่างนี้ก่อนค่ะ

 
หลังจากผ่านไปเกือบ 2 เดือน (ขาดไป 3วัน) ถึงพึ่งมีการทำธุรกรรมกับเรา

       อย่าลืมนะคะว่านี่คือเวบไซท์อะเมซอนดอทคอม ซึ่งเป็นเวบไซท์ขายหนังสือที่ถือว่ามีระบบจัดการที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก! (ดังนั้นเวบอื่นๆที่รองลงมาก็ไม่ต้องพูดถึง ว่าต้องมีระบบจัดการที่แย่กว่านี้อีก) ดิฉันสั่งซื้อไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ตามที่ปรากฏในอักษร B แล้วคุณดูตรงหัวจดหมายสิคะว่า เขาพึ่งยืนยันในการทำธุรกรรมกับเราเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 ตามที่ปรากฏในอักษร A ผ่านไปถึง 1 เดือนกับอีก 27 วัน

       ล้วถ้าบังเอิญว่าวันที่เขาจะตัตเงินจริง คือวันที่ 3 เมษายน 2551 อัตราแลกเปลี่ยนเงินขึ้นเป็น 35 บาทต่อ 1 เหรียญ แล้วดิฉันไปคิดเงินกับคุณไว้เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า 31.1197 บาทต่อ 1 เหรียญ ผลก็คือ คุณก็จะต้องเสียเวลา เสียค่าน้ำมัน เสียค่าโอนเงิน เพื่อมาโอนเงินเพิ่มให้กับดิฉันอีก

       ถึงจุดนี้คงพอมองออกแล้วนะคะว่า การให้เผื่อเงินมาก่อนในอัตราเหรียญละ 39 บาท ไม่ได้ทำให้เรามีกำไรอะไรขึ้นมาเลย เพียงแต่เมื่อถึงเวลาตัดจริง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นวันไหน อัตราแลกเปลี่ยนเงินมันเปลี่ยนแปลง ก็จะได้ไม่ต้องให้คุณโอนเข้ามาเพิ่มอีก

       และท้ายที่สุด ยอดเงินที่ฝรั่งตัดจริงๆ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเท่าไรนั้น มันก็มียอดโชว์ในสเตทเม้นท์ของบัตรเครดิตอยู่แล้ว หมกเม็ดคุณไม่ได้แม้แต่บาทเดียวค่ะ



Case ที่ 2 : อย่าใช้เรทแลกเปลี่ยนเงิน "สำเร็จรูป" ของเวบที่ขายของนั้น


 
ยกตัวอย่างที่เวบ Playasia.com ซึ่งวันที่สั่งซื้อ มีตัวเลขเงินบาทไว้ให้ด้วย
(ข้างบนนี้เป็นตัวอย่างของจริงที่เก็บภาพมาจากวันที่สั่งซื้อจริงๆนะคะ และเวบนี้คิดค่าส่งฟรี)
จากนั้น...


 
แต่ในวันที่หักเงิน ซึ่งปรากฏในสเตทเม้นท์ จะสูงกว่าที่บอกไว้
นี่คือผลของการขึ้นๆลงๆของอัตราแลกเปลี่ยนเงินนั่นเองค่ะ
ซึ่งเราก็ยึดเลขตามสเตทเม้นท์เป็นหลัก ไม่มีการหมกเม็ดคุณแม้แต่สลึงเดียวค่ะ




Case ที่ 3 : อัตราแลกเปลี่ยนเงินของวันเดียวกันแท้ๆ แต่ไม่เท่ากัน


 
อัตราแลกเปลี่ยนในวันเดียวกันแท้ๆ แต่การคำนวณไม่เหมือนกัน

       จากภาพข้างบนนี้ ดิฉันเทียบตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนเลยค่ะ (ด้วยการเปิดหน้าเวบ 2 เวบซ้อนกันให้ดูเลย เวบหนึ่งเป็นการคำนวณของ PayPal  อีกเวบหนึ่งเป็นเวบของธนาคารโลก)  คือมีการสั่งซื้อสินค้ากับผู้ขายรายหนึ่ง ในราคา 9.49 ปอนด์ (หรือเขียนตัวย่อว่า GBP) โดยใช้บริการของ PayPal ซึ่งทาง PayPal คำนวณออกมาว่ายอดเงิน 9.49 ปอนด์นี้ คิดเป็นเงินบาทไทยคือ 531.34 บาท (ที่ลูกศรเขียวชี้)  แต่พอดิฉันเอายอด 9.49 ปอนด์ไปคำนวณจากธนาคารโลก ปรากฏว่าเขาคิดเพียง 519.1698 บาท (ที่ลูกศรแดงชี้) ทำไม?

       คำตอบก็คือว่า ผู้ให้บริการโอนเงิน (คือบริษัท PayPal นั้น) เขาจะมีอัตราแลกเปลี่ยนของเขาเอง ที่จะสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารโลก   แล้ว PayPal สำคัญยังไงเราถึงต้องยอมเสียในอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขนาดนี้  คำตอบคือ PayPal เป็นบริษัทที่จัดการเรื่องการโอนเงินให้เรา  อย่างเช่นผู้ขายสินค้ารายหนึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ  ถ้าเราไม่มี PayPal เราก็จะต้องนั่งเครื่องบินไปอังกฤษ เพื่อไปซื้อของจากคนขายรายนี้ที่อังกฤษเลย

       คราวนี้ เมื่อบริษัท PayPal ได้เสนอบริการโอนเงินจากไทยไปอังกฤษให้เราแล้ว เขาคงไม่บริการเราฟรีแน่ๆค่ะ เขาก็จะคิดค่าใช้จ่ายกับเรา โดยค่าใช้จ่ายที่ว่านี้  ก็คือส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนของ PayPal เอง (ในตัวอย่างนี้คือ 531.34 บาท)  ลบออกด้วย อัตราแลกเปลี่ยนจริงของธนาคารโลก (ในตัวอย่างคือ 519.1698)  นั่นคือสรุปได้ว่า PayPal จะมีรายได้จากการให้บริการโอนเงินจำนวน 9.49 ปอนด์ของเราจากประเทศไทยไปให้คนรับเงินที่อยู่อังกฤษนั้น  เป็นเงิน 12.1702 บาท (531.34 - 519.1698) นั่นเองค่ะ

 
(ภาพบน) ศรชี้ - บางเวบก็บอกค่าบริการโอนเงินนี้แบบจะๆเลย

       จะมีบางเวบ แต่น้อยมาก เรียกได้ว่ามีเพียง 1 % เท่านั้น ที่กล้าบอกลูกค้าไปเลยว่าจะต้องชาร์จค่าชำระเงินด้วย PayPal กี่เหรียญ  เหตุที่คนขายเขาไม่นิยมบอกก็เพราะกลัวว่าลูกค้าจะเสียความรู้สึกว่า "อะไร .. ของก็แพงอยู่แล้ว ยังต้องมาโดนชาร์จค่าโอนเงินอีกเหรอ"   ดังนั้น ทางออกของเวบขายของทั่วไปมักจะไม่พูดเรื่องนี้ แล้วปล่อยให้เป็น "ค่าใช้จ่ายแฝง" ที่มาในรูปแบบการคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่สูงกว่าเรทปกตินั่นเอง



Case ที่ 4 : คนขายคำนวณราคาค่าส่งผิด


 
(ภาพบน) ฝรั่งคำนวณราคาผิด ขอให้เราโอนเงินเพิ่ม!
ถ้าไม่โอนเพิ่ม เขาจะโอนเงินคืนให้เรา
(แต่การโอนเงินคืนให้เรา เราจะได้ไม่ครบ เพราะต้องเสียค่ารับโอนเอง)

       ตัวอย่างข้างบนนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงอีกตัวอย่างหนึ่งค่ะ  คือตอนแรกฝรั่งก็คำนวณเงินค่าสินค้าและค่าส่งให้เราก่อนแล้ว  เราก็โอนเงินไปตามที่เขาบอกเรียบร้อยแล้ว  หลังจากนั้น สามวัน ฝรั่งก็มีเมลล์มา (ตามที่เห็นตามรูปบน ซึ่งเป็นเมลล์ตัวจริงเลยค่ะ) บอกว่าเขาคิดค่าสินค้าและค่าส่งผิด ขอให้เราโอนเพิ่ม 8 ปอนด์  ถ้าเรารับกับจำนวนเงินนี้ไม่ได้ เขาก็ยินดีคืนเงิน

       ตอนแรก ดิฉันก็จะให้คืนเงิน แต่มาคิดอีกที สินค้าแบบเดียวกัน จากคนขายคนอื่น เขาก็คิดค่าส่งประมาณนั้นจริงๆ แสดงว่าคนขายก็ไม่ได้ตั้งใจจะหลอก แต่เป็นการคำนวณที่ผิดพลาดตั้งแต่แรกจริงๆ อีกทั้ง การให้โอนเงินคืนกลับมา มันจะมีปัญหาเรื่องการคิดเรทเงิน
(ตามที่ดิฉันได้อธิบายเรื่องการใช้บริการของ PayPal ในการเป็นคนกลางเรื่องโอนเงินว่า PayPal ไม่ได้โอนเงินให้เราฟรีๆ แต่เขาคิดค่าบริการ ด้วยการใช้เรทอัตราแลกเปลี่ยนเงินของ PayPal เอง)  นั่นหมายความว่า สมมติว่าเราโอนไป 3,000 บาท แล้วฝรั่งคนขายคนนี้ โอนเงินคืนให้เรา 3,000 บาท ยอดเงินที่เราจะได้รับคืน ก็จะได้ประมาณสองพันเก้าร้อยกว่าบาทเท่านั้น จะมียอดเงินบางส่วนหายไป  เพราะคนขายคนนี้เขาไม่ได้โอนเป็นยอดเงินบาทให้เรา แต่โอนเป็นเงินปอนด์หรือเงินเหรียญให้  ซึ่งก็จะไปติดเรื่องเรทอัตราแลกเปลี่ยนเงินของ PayPal ที่ PayPal เขาคิดเรทของเขาเองไงคะ (หักเป็นค่าบริการการโอนเงิน)



Case ที่ 5 : ทางทีมงานคำนวณราคาให้แล้ว และรับเงินของคุณลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  "แต่" ต้องมาขอเพิ่มเงินภายหลัง - (กรณีที่ 1)


       เหตุการณ์นี้ เป็นอย่างนี้ค่ะ  คือว่าในครั้งแรก ทางคุณลูกค้าก็ส่งลิงค์มาให้ทางทีมงานคำนวณค่าใช้จ่ายให้ อันได้แก่ค่าสินค้า + ค่าส่ง  ได้เป็นเงินเหรียญเท่าไรแล้ว ทางทีมงานก็แปลงเป็นเงินไทยให้ แล้วก็ขอเรียกเก็บเงินจากคุณลูกค้า

       แต่ พอรับเงินจากคุณลูกค้าเรียบร้อยแล้ว พอจะทำการสั่งซื้อ ก็เกิดเหตุการณ์ดังข้างล่างนี้ ซึ่งทำให้ทางทีมงานต้องเขียนเมลล์ไปขอให้คุณลูกค้าโอนเงินมาเพิ่มอีก


 
ลูกศรสีเขียว คือค่าสินค้าบวกค่าส่ง แต่...
ลูกศรสีแดง คือช่องทางการชำระเงิน ซึ่งมีผลต่อยอดรวมของค่าใช้จ่ายด้วย

       จากที่พูดไว้ในย่อหน้าเมื่อกี้ เกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ที่ทาง PayPal เรียกเก็บจากเรานั้น ก็สามารถนำมาพิจารณาในตัวอย่างข้างบนนี้ได้เลยนะคะ

       โดยตัวอย่างตามภาพข้างบนนี้ จะเห็นว่าค่าสินค้าบวกค่าส่งออกมาเป็น 19.01 ปอนด์ ตามที่ลูกศรสีเขียวชี้ไว้  แต่มาติดตรงลูกศรสีแดงว่า คุณจะเลือกวิธีจ่ายเงินให้ผู้ขายด้วยวิธีไหน ซึ่งช่องทางชำระเงินแต่ละแบบ (เครดิตการ์ด ,เพย์พาล ,โอนเงินผ่านธนาคาร) จะคิดค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน ที่สำคัญคือเราไม่สามารถทดลองเลือกช่องทางการชำระเงินได้ก่อน เพราะเขาจะให้เรากรอกเลขบัตรเครดิต 16 หลักอันเป็นการยืนยันการสั่งซื้อเสียก่อน (หรือกรณีที่ใช้ PayPal ก็คือต้อง Login ก่อน)  จึงจะวิ่งไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งดิฉันก็ไม่กล้ากรอก เพราะมันคือการสั่งซื้อสินค้าไปในทันที โดยที่ลูกค้ายังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะฝากซื้อสินค้าชิ้นนี้หรือไม่

       อีกทั้ง ยังมีหลายครั้ง ที่ตอนคำนวณให้ลูกค้าดู มีตัวเลือก 3 ตัวจริง (เครดิตการ์ด ,เพย์พาล ,โอนเงินผ่านธนาคาร) แต่พอดิฉันรับเงินจากลูกค้าแล้ว พอจะสั่งซื้อจากเวบนี้ให้ ตัวเลือกมันจะหายไป เหลือแค่รับแบบเครดิตการ์ดอย่างเดียวก็มี ซึ่งเจอมาหลายครั้งแล้วค่ะ เหตุผลก็คือ คนขาย (คือฝรั่ง) บางคน เขาจะรับบัญชี
PayPal เฉพาะที่เปิดบัญชีในประเทศเขาเท่านั้น  ไม่รับบัญชี PayPal จากประเทศอื่น ซึ่งเราจะไปร้องเรียนว่าแล้วทำไมตอนคำนวณเงินให้ดูตอนแรก ถึงมี 3 ตัวเลือก แต่ตอนสั่งซื้อจริง กลับเหลือตัวเลือกเดียว ก็ไม่มีหน่วยงานไหนรับเรื่องร้องเรียนเราเสียอีก  ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ ทางเวบ tuvagroup.com ต้องขอเผื่อเงินเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนน่ะค่ะ  



Case ที่ 6 : ทางทีมงานคำนวณราคาให้แล้ว และรับเงินของคุณลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  "แต่" ต้องมาขอเพิ่มเงินภายหลัง - (กรณีที่ 2) 


 
ปัญหาที่ต้องแก้เฉพาะหน้าอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ!

       จากรูปข้างบนนี้ ตรง ลูกศรสีแดงชี้อยู่ จะเห็นว่าเป็นขั้นตอนการคำนวณค่าส่ง เพื่อเอาไปรวมกับค่าสินค้า โดยในหน้านี้ คุณลูกค้าจะเห็นว่ามีรายจ่าย ตรงที่ ลูกศรสีน้ำเงิน ชี้อยู่สองจุดคือ ค่าส่งแบบ USPS Global Express Mail เป็นเงิน 31.30 เหรียญ กับราคาตัวสินค้าเองคือ 59.99 เหรียญ จากนั้นดิฉันก็เอาสองยอดนี้รวมกันได้เป็น 31.30 + 59.99 = 91.29 เหรียญ แล้วก็ขอเบิกเงินสำหรับค่าฝากซื้อสินค้าชิ้นนี้

       หลังจากลูกค้าโอนเงินมาดิฉันทำการฝากซื้อแล้ว ดิฉันก็เริ่มขั้นตอนอีกครั้ง คราวนี้เมื่อก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไปดังภาพข้างล่าง

 
มีค่าภาษีโผล่ขึ้นมาดื้อๆ! ก็ต้องขอให้ลูกค้าโอนเงินมาเพิ่มอีก
แต่ถ้ามีการเผื่อเงินมาให้ตั้งแต่แรก ก็จะไม่ลำบากลูกค้าค่ะ

       จากรูปข้างบนนี้ ตรง ลูกศรสีแดงชี้อยู่ จะเห็นว่าเป็นขั้นตอนการคำนวณค่าใช้จ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนนี้ ดิฉันได้ให้ลูกค้าโอนเงินมาให้เรียบร้อยแล้ว เพราะจากที่คำนวณไว้ตอนแรกก็เป็นเพียง 91.29 เหรียญ  แต่พอเข้าสู่หน้านี้ อยู่ๆก็มีรายจ่าย ตรงที่ ลูกศรสีน้ำเงิน ชี้อยู่เพิ่มขึ้นมาอีก 5.32 เหรียญเป็นค่าภาษี ทั้งๆที่ตอนแรกไม่มี  ดังนั้น จากที่ตอนแรกคำนวณไว้ให้ลูกค้า 91.29 เหรียญ ก็กลายเป็น 96.61 เหรียญไป

       ถ้าไม่มีการโอนเงินมาเผื่อไว้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  คุณลูกค้าก็ต้องลำบากเดินทางไปกดโอนเงินในส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้ (5.32 เหรียญ) ให้ดิฉันอีก  แต่จากการที่ดิฉันเผื่อไว้แต่แรกด้วยอัตรา 39 บาทต่อ 1 เหรียญนั้น ก็ทำให้ดิฉันนำเงินส่วนที่เผื่อไว้นี้ มาจ่ายเป็นค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นมานี้ได้เลย  เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของดิฉัน โดยไม่ทำให้ลูกค้าต้องลำบากเดินทางมาโอนเงินเพิ่มอีกนั่นเองค่ะ





Case ที่ 7 : ทางทีมงานคำนวณราคาให้แล้ว และรับเงินของคุณลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  "แต่" ต้องมาขอเพิ่มเงินภายหลัง - (กรณีที่ 3)


 
คำนวณราคาค่าสินค้าและค่าส่งเรียบร้อยแล้ว (ตามลูกศรสีแดงชี้)

       ในตัวอย่างข้างบนนี้ เป็นการคำนวณราคาค่าสินค้าให้คุณลูกค้าเรียบร้อยแล้ว โดยค่าสินค้าคือ 96.88 เหรียญ ค่าส่งคือ 63.59 เหรียญ รวมเป็น 160.47 เหรียญ จากนั้น ทางทีมงานก็แปลงเป็นเงินไทย แล้วแจ้งให้คุณลูกค้าทราบ เพื่อขอเรียกเก็บเงิน

       หลังจากได้รับเงินมาแล้ว ทางทีมงานก็กดปุ่ม "CHECKOUT" (ปุ่มสี่เหลี่ยมสีน้ำเงิน ที่อยู่ในภาพข้างบนน่ะค่ะ) เพื่อจะทำการกรอกที่อยู่ที่จะใช้รับของ แต่ปรากฏว่า .......

 
(ตามลูกศรสีแดงชี้) ผู้รับต้องใช้ที่อยู่เดียวกับเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น

       จากภาพข้างบนนี้ ที่เขียนว่า Billing information ก็หมายถึง สถานที่ที่จะใช้ส่งบิลล์ ซึ่งก็คือต้องเป็นสถานที่ๆที่เจ้าของบัตรเครดิต  ซึ่งทางดิฉันก็กรอกข้อมูลของเจ้าของบัตร (คือสามีของดิฉัน) ซึ่งมีที่อยู่ที่ เขตวังทองหลาง จังหวัดกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว แต่...

      
พอจะกรอกชื่อและที่อยู่ผู้รับ (Shipping Information - ซึ่งก็คือชื่อและที่อยู่ของคุณลูกค้านั่นเอง) ปรากฏว่ามันขึ้นภาษาอังกฤษ (ตามที่ลูกศรชี้ว่า You can only select a different shipping address when shipping to the USA. แปลเป็นไทยก็คือ "จะเลือกส่งที่อยู่อื่น (ที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามบัตรเครดิต) ได้ก็ต่อเมื่อคุณอยู่ในอเมริกาเท่านั้น"

       แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือ ในเมื่อเราอยู่ในประเทศไทย (ซึ่งไม่ใช่อเมริกา) ก็ไม่สามารถใช้ที่อยู่อื่นในการรับสินค้าได้ ต้องใช้ที่อยู่ของเจ้าของบัตรเครดิตเท่านั้น

       ดังนั้น สิ่งที่ทางทีมงาน Tuvagroup.com จะต้องดำเนินการก็คือ

       1.ให้คนขายส่งสินค้ามาที่บ้านเจ้าของบัตรเครดิตก่อน (คือที่บ้าน เขตวังทองหลาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร)

       2.จากนั้น เมื่อทางเจ้าของบัตรเครดิตได้รับของแล้ว  ดิฉันก็ต้องซื้อกล่องใหม่ มาห่อกล่องสินค้าจากต่างประเทศนี้ แล้วจ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีก 20 บาท ให้ไปส่ง ณ.ที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อจะส่งให้คุณลูกค้าอีกทีหนึ่ง (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งนี้ได้ที่ลิงค์ http://www.tuvagroup.com/rpghelp.html )

       ค่าใช้จ่ายในข้อ 2 นี้ ทางทีมงานไม่ได้คำนวณไปให้ในครั้งแรก เพราะทางทีมงาน "ไม่มีทางทราบล่วงหน้า" เลยว่า ทางคนขายจะกำหนดไว้ว่า "จะเลือกส่งที่อยู่อื่น (ที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามบัตรเครดิต) ได้ก็ต่อเมื่อคุณอยู่ในอเมริกาเท่านั้น"  เพราะไอ้เจ้าคำพูดนี้ ("จะเลือกส่งที่อยู่อื่น (ที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามบัตรเครดิต) ได้ก็ต่อเมื่อคุณอยู่ในอเมริกาเท่านั้น" ) มันอยู่ในหน้าถัดไปหลังจากที่เรากดปุ่ม "CHECKOUT" ไปแล้ว (ทางทีมงานจะกดปุ่ม "CHECKOUT" ก็ต่อเมื่อคุณลูกค้าโอนเงินสั่งซื้อสินค้ามาให้เรียบร้อยแล้ว )

       ดังนั้น ในเมื่อเราไม่ทราบว่าล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ (หมายความว่า ไม่ทราบว่าคนขายจะกำหนดไว้ว่าต้องส่งให้บ้านเจ้าของบัตรเครดิตก่อน) ปัญหาที่ตามมาก็คือ ต้องให้คุณลูกค้าเดินทางออกมาโอนเงินเพิ่มในส่วนที่ต้องส่งของจากบ้านลาดพร้าว (ของเจ้าของบัตรเครดิต) ไปที่บ้านคุณลูกค้า  ซึ่งทำให้คุณลูกค้าต้องลำบากเดินทางออกมาจากบ้าน ,เสียค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ซึ่งโดยปกติ ก็จะตกอยู่ที่ครั้งละ 25 บาท

       แต่ถ้าทางทีมงาน คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนสูงกว่าที่เป็นจริงตั้งแต่แรก  ก็จะได้นำเอาเงินส่วนต่างนั้น มาจ่ายเป็นค่าส่งของที่ว่านี้ได้เลย โดยไม่ต้องให้คุณลูกค้าต้องเดินทางออกมาโอนเงินเพิ่มอีกนั่นเองค่ะ 



Case ที่ 8 : ทางทีมงานคำนวณราคาให้แล้ว และรับเงินของคุณลูกค้าเรียบร้อยแล้ว  "แต่" ต้องมาขอเพิ่มเงินภายหลัง - (กรณีที่ 4)


 
ปัญหาที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นกรอกที่อยู่ไม่พอ
ส่งผลคือ ต้องให้ส่งของมาที่บ้านดิฉันก่อน แล้วจึงส่งต่อให้คุณ
ทำให้ต้องเสียค่าไปรษณีย์เพิ่มน่ะค่ะ แต่ถ้ามีเงินเผื่อไว้แล้ว ก็ไม่ต้องให้โอนเพิ่ม

       มีหลายครั้งที่ทุกอย่างดูจะลงตัวแล้ว จะถึงขั้นตอนชำระเงินให้ลูกค้าแล้ว  พอถึงช่องกรอกที่อยู่ที่จะรับของ (ซึ่งก็คือบ้านของลูกค้า) ปรากฏว่าบางเวบ ช่องกรอก (Field) ไม่พอเสียอย่างนั้น ยกตัวอย่างสองช่องในรูปข้างบน (ที่มีลูกศรสีแดงชี้อยู่) ซึ่งเป็นตัวอย่างจากของจริงที่สั่งซื้อให้ลูกค้าท่านหนึ่งค่ะ  คือตัวหนังสือมันหยุดอยู่แค่ที่เห็นในภาพ ไม่สามารถพิมพ์ต่อได้  ซึ่งก็จะทำให้ที่อยู่สำหรับรับของ "ไม่สมบูรณ์" และทำให้ของหายได้ค่ะ

       สำหรับในกรณีนี้ ดิฉันจึงจำเป็นต้องให้ส่งสินค้ามาที่บ้านดิฉันก่อน แล้วค่อยส่งไปรษณีย์ไปให้คุณตามที่อยู่คุณลูกค้าอีกทีหนึ่ง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตรงนี้ (ที่ต้องส่งไปรษณีย์ให้คุณอีกต่อหนึ่ง) ถ้าไม่มีการเผื่อเงินมาก่อน ก็จำเป็นต้องให้คุณลูกค้าโอนค่าไปรษณีย์ตรงนี้มาเพิ่มอีก  แต่ถ้าเผื่อไว้ก่อนด้วยอัตรา 39 บาทต่อ 1 เหรียญ  จำนวนเงินจริงที่เผื่อเอาไว้นี้ อาจพอกับค่าไปรษณีย์ก็ได้ คุณลูกค้าจึงไม่ต้องลำบากโอนมาเพิ่มอีกนั่นเองค่ะ  พูดง่ายๆว่าตรงส่วนของการเผื่อเงินมาให้ก่อนนี้ จะทำให้ดิฉันมีความคล่องตัวในการแก้ปัญหาล่วงหน้าให้ลูกค้านั่นเองค่ะ (หมายเหตุ ค่าใช้จ่ายสำหรับการส่งไปรษณีย์ให้คุณอีกต่อหนึ่งนี้ อ่านได้ที่ลิงค์ http://www.tuvagroup.com/rpghelp.html
 


       และทั้งหมดนี้คือคำตอบว่า ทำไมตอนคำนวณค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินไทย  จึงไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินของธนาคารโลก ณ.วันนั้นเลย ทำไมต้องมีการให้เผื่อเอาไว้ก่อนเสมอน่ะค่ะ

หมายเหตุ - นอกเหนือจากนี้ ยังมีเหตุผลยิบย่อยอีกหลายประการ ที่ว่า "ถ้า" คำนวณเงินแบบไม่เผื่อไว้อย่างที่พูดมาทั้งหมดในหน้านี้ ก็จะต้องมีเหตุให้คุณลูกค้าต้องโอนเงินมาเพิ่มภายหลังอยู่เสมอ   เช่นตอนที่ดิฉันคำนวณยอดเงินค่าใช้จ่ายให้คุณลูกค้าดูนั้น  ในแบบฟอร์มการซื้อของฝรั่ง  มีให้เลือกวิธีส่งแบบถูก (เช็คสถานะไม่ได้) และแบบแพง (เช็คสถานะได้) ซึ่งคุณลูกค้าก็เลือกแบบถูกไปแล้วและโอนเงินมาตามยอดเงินที่ดิฉันบอก     แต่พอดิฉันสั่งซื้อจริงๆ ปรากฏว่าหลังจากกรอกเลขบัตรเครดิตเสร็จ เขากลับไม่มีตัวเลือกการส่งแบบถูกให้ซะยังงั้น   (หายไปดื้อๆ - เลยต้องเลือกแบบแพงอย่างเดียว) ทั้งๆที่ตอนที่ดิฉันคำนวณเงินให้ลูกค้าดูตอนแรกนั้น มันมีตัวเลือกแบบถูกอยู่ด้วย

       ด้วยเหตุผลยิบย่อยพวกนี้  ทำให้ดิฉันต้องแจ้งให้ลูกค้าให้โอนเงินมาเพิ่มเสมอๆ  เป็นเหตุให้ลูกค้าต่อว่าดิฉันว่าทำไมไม่คำนวณเงินเอาไว้ให้ดี (ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของดิฉันเลย - เป็นความผิดของฝรั่งคนขายเขา)   ทำให้ต้องลูกค้าต้องเสียทั้งเวลา และเสียทั้งค่าโอนเงินเพิ่มอีก   ดังนั้นภายหลัง ดิฉันจึงตัดปัญหาเหล่านี้ ด้วยการขอเผื่อค่าเงินให้สูงๆไว้ก่อน เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้แบบม้วนเดียวจบน่ะค่ะ   ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ  ก็จะปรากฏบนสเตทเม้นท์บัตรเครดิตอยู่แล้ว มุบมิบคุณลูกค้าไม่ได้อยู่แล้วค่ะ

ปล. - ทางเวบ
tuvagroup.com ไม่มีนโยบายในกรณีที่ว่า ถ้าคำนวณค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าผิดพลาด ก็จะต้องรับผิดชอบเงินจำนวนนั้นให้ลูกค้านะคะ เช่นคำนวณไปให้ว่าค่าใช้จ่ายคือ 1,200 บาท แต่เวลาจ่ายจริง สเตทเม้นท์ขึ้นว่า 1,300 บาท แล้วพอทางเวบ tuvagroup.com ขอเบิกส่วนที่เกินขึ้นมา (100 บาท)นี้ คุณลูกค้ากลับตอบว่าให้ทางเวบ tuvagroup.com รับผิดชอบเอง เพราะคำนวณให้ผิดเอง

       เพราะถ้ามองในมุมกลับ ถ้าทางเวบ tuvagroup.com แกล้งคำนวณให้สูงๆไว้ก่อน พอค่าใช้จ่ายออกมา มันน้อยกว่าที่คำนวณไว้ แล้วดิฉันไม่ยอมทอนเงินส่วนที่เกินนั้นให้คุณ โดยให้เหตุผลเหมือนเมื่อกี้ว่า คุณลูกค้ายอมรับไปเองตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อแล้วว่าค่าใช้จ่ายตรงตามที่ทางเวบ tuvagroup.com คำนวณให้ แล้วจะมาเรียกร้องอะไรหรือ?

       ดังนั้น ระบบที่ว่าใช้ตัวเงินที่ปรากฏในสเตทเม้นท์เป็นหลักนั้น จะให้ความยุติธรรมทั้งต่อฝ่ายลูกค้า และฝ่ายเวบ tuvagroup.com ที่สุดแล้วล่ะค่ะ จะได้สบายใจทั้งสองฝ่ายว่าจะไม่มีการเอาเปรียบกัน 


- END -