ค่าบริการแค่ 75 บาทเอง อยู่ได้เหรอ?


       ถ้ามองในแง่ รายรับเทียบกับรายจ่ายแล้ว อยู่ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะสินค้าที่คุณลูกค้าฝากซื้อมา รายจ่ายมันไม่ได้จบอยู่แค่ตรงนั้น  เหตุก็เพราะ การที่ลูกค้ามาใช้บัตรเครดิตดิฉันซื้อของ  นอกเหนือจากความเสี่ยงจากการโดนแฮ็คบัตรเครดิตแล้ว  คนที่จะต้องเสียภาษีสำหรับการใช้บัตรเครดิตใบนี้ ก็คือตัวดิฉันเอง คุณลูกค้าไม่ได้มารับผิดชอบตรงส่วนนี้ด้วย

       แต่ถ้ามองในแง่ รายจ่ายอย่างเดียว  สามารถอยู่ได้สบายค่ะ เพราะดิฉันใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการดำรงชีวิต  สมมติว่าวันหนึ่งได้มา 75 บาทจากการที่ลูกค้าฝากซื้อของนั้น  ก็สามารถซื้อแกงถุง มาทานกับไข่เจียวที่บ้านได้อย่างสบาย ไม่ได้มีความทุกข์ร้อนอะไรเลยค่ะ   อีกทั้งในแง่รายจ่าย ก็พอดีว่าดิฉันทำธุรกิจออนไลน์อีกตัวหนึ่งไว้กับสามีด้วย  สามารถจ่ายค่าอินเตอร์เนทร่วมกันได้   ส่วนเวลาจะไปธนาคารให้ลูกค้า ก็ติดรถไปพร้อมกันกับสามีได้เลย  ไม่เปลืองน้ำมันแต่อย่างใด เลยประหยัดไปได้มากค่ะ

       อีกประการหนึ่ง ก็คือ ถึงแม้ดิฉันจะต้องรับผิดชอบภาษีการใช้บัตรเครดิตแทนลูกค้าก็จริง แต่ก็จะมีแต้มสะสมอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตซื้อของให้ลูกค้าเช่นกันค่ะ ดิฉันก็เอาแต้มนี้ไปแลกเป็นจาน ชาม เล็กๆมาเก็บไว้ที่บ้านนิดๆหน่อยๆ   ,ใช้แต้มไปซื้อขนมที่ปั้มน้ำหนักจิฟฟี่ ก็ได้ส่วนลด  ก็ถือได้ว่าทำงานนี้ นอกจากได้เห็นสินค้าแปลกๆที่ลูกค้าสรรหามาให้ซื้อให้แล้ว ก็ยังได้แต้มบัตรเครดิตมาใช้ฟรีๆด้วย ถึงไม่มากมาย แต่ก็มีความสุขดีค่ะ

       แต่คุณลูกค้าต้องไม่เข้าใจผิดนะคะ ว่าดิฉันไปเอาส่วนลดของคุณลูกค้ามาใช้เป็นการส่วนตัว  ซึ่งดิฉันทำไม่ได้แน่ๆ เหตุก็เพราะมันมีสเตทเม้นท์บัตรเครดิตป้องกันในเรื่องนี้อยู่แล้ว  ยกตัวอย่างเช่น ตอนตกลงราคาก่อนฝากซื้อนั้น บอกไว้ว่าจะต้องใช้เป็นค่าสินค้า 50 เหรียญ ค่าส่ง 5 เหรียญ รวมเป็นเงิน 55 เหรียญ  แต่พอเกิดการซื้อขึ้นจริงๆ  คนขาย (คือฝรั่ง) เห็นว่าดิฉันซื้อของกับเขาบ่อยมาก เลยลดให้ 2 เหรียญ (จาก 55 เหรียญเหลือ 53 เหรียญ)  ยอดเงินที่เขาลดมา 2 เหรียญนี้ ดิฉันก็ไม่สามารถเอามาเก็บไว้กับตัวได้แน่ๆค่ะ เพราะว่ายอดโชว์บนเสตทเม้นท์ มันจะออกมาว่า ดิฉันได้มอบเงินให้ฝรั่งคนนี้ไป 55 เหรียญ และได้รับเงินกลับมาจากฝรั่งคนนี้ 2 เหรียญ ชัดเจนค่ะ ดิฉันก็จะต้องคืนเงิน 2 เหรียญตรงนี้ให้คุณลูกค้าไปค่ะ เพราะมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว
 


       แต่ว่า ถ้าเป็นส่วนลดแบบอื่น ที่ไม่มีโชว์ในสเตทเม้นท์  เช่นทางอีเบย์เห็นว่าดิฉันซื้อของเยอะ (ความจริงเป็นของที่ดิฉันซื้อแทนลูกค้าทั้งนั้นแหละค่ะ) เขาก็อาจให้เป็นคูปองพิเศษมาแบบในรูปข้างบน   อย่างนี้ ก็เลยไม่รู้เลยว่า คูปองใบนี้ เกิดมาจากการซื้อสินค้าให้ลูกค้ารายไหน  เลยไม่รู้ว่าจะเอาไปคืนให้ลูกค้าคนไหน  ดิฉันก็เลยจะรับเอาไว้ใช้เอง  ก็คงไม่ว่ากันนะคะ เพราะมันเป็นคนละส่วนกับส่วนลดในตัวสินค้า แบบที่ดิฉันพูดไว้ข้างบน เพราะอันนั้น เสตทเม้นท์มันระบุได้เลยว่าเป็นส่วนลดที่เกิดจากการสินค้าชิ้นไหน  ดิฉันก็จะให้ลูกค้าที่ฝากซื้อสินค้าชิ้นนั้นได้รับไปเลย  แต่ลาภลอยแบบภาพข้างบนนี้ มันระบุที่มาไม่ได้จริงๆ

สรุป พูดง่ายๆก็คือ ดิฉันสามารถอยู่ได้อย่างสบายสำหรับรายรับ 75 บาทต่อการสั่งซื้อหนึ่งครั้ง ก็เพราะ ดิฉันอยู่กินอย่างประหยัด และบังเอิญว่าไม่มีบุตรให้ต้องรับภาระ อีกทั้งสามารถไปธนาคารหรือทำธุรกรรมอื่นๆพร้อมกับสามีได้ ทำให้ประหยัดรายจ่ายค่าน้ำมัน ค่าเดินทางไปได้มาก และยังพอมีแต้มสะสมนิดๆหน่อยๆ จากการใช้บัตรเครดิตของดิฉันซื้อของ นำมาถัวเฉลี่ยหักล้างกับภาษีที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตได้ค่ะ


 

- END -