เรียงลำดับความสำคัญ


manager.co.th

       ( ภาพบน ) รูปข้างบนนี้ คือคำสุภาษิตไทยที่ว่า "ตาบอดคลำช้าง" / ก็คือว่า คนตาบอด ไม่สามารถเห็น "ภาพรวม" ของตัวช้างทั้งหมดได้ ว่าหน้าตาช้างเป็นอย่างไร

       อีกทั้งการที่คนตาบอดแต่ละคน ต้องใช้มือสัมผัสเอา ถึงจะบอกลักษณะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้

       ดังนั้น เมื่อให้คนตาบอดใช้มือสัมผัสไปที่ช้าง แล้วถามคนตาบอดคนนั้นว่า รูปร่างของช้างเป็นอย่างไร?  คำตอบของคนตาบอดแต่ละคนก็จะต่างกันไป

       นั่นคือว่า ถ้าคนตาบอดคนนึง ไปคลำอยู่ที่งวงช้าง  เขาก็จะบอกว่าที่เรียกกันว่าช้างนั้น ลักษณะจะเหมือนงู / ในขณะที่คนตาบอดอีกคนหนึ่ง ไปคลำช้างที่บริเวณหูช้าง เขาก็จะบอกว่า ที่เรียกกันว่าช้างนั้น ลักษณะจะแบนๆ เหมือนผ้าพรม / คนตาบอดที่ไปคลำช้างที่บริเวณงา ก็จะบอกว่า ที่เรียกกันว่าช้างนั้น มันมีลักษณะเหมือนหอก ฯลฯ ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )


       พูดง่ายๆว่า ลักษณะของช้าง ตามความเข้าใจของคนตาบอดแต่ละคนนั้น มันขึ้นอยู่กับ "ตัวแปร" ที่ว่า คนตาบอดคนนั้น ไปยืนอยู่บริเวณใดของตัวช้างนั่นเอง ( เช่นคนตาบอดที่ยืนใกล้งวงช้าง แล้วใช้มือคลำงวงช้าง ก็จะบอกว่า ช้างนั้นมีลักษณะเหมือนงู เป็นต้น )

       เพื่อนสมาชิกอ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอให้ตั้งใจอ่านต่อไปก่อนนะครับ ใกล้จะถึงจุดที่ผมจะเอาเรื่อง ตาบอดคลำช้าง ข้างบนนี้ มาปรับใช้กับสิ่งที่ผมกำลังพยายามจะแนะนำคุณแล้วนะครับ



mrsupplement.com.au

       ( ภาพบน ) สมมติว่าวันหนึ่งเพื่อนสมาชิกได้อ่านบทความจากนักเพาะกายอาชีพผู้หนึ่ง ซึ่งเล่นกล้ามมาแล้ว 20 ปี ( ปัจจุบันอายุ 40 ปี ) และมีอาชีพเป็นนักเพาะกาย ( ไม่ได้ทำอาชีพอื่น )  โดยนักเพาะกายผู้นี้ เขียนไว้ในบทความว่า "จากประสบการณ์การเป็นนักเพาะกายอาชีพมา 20 ปี ผมขอยืนยันเลยว่าการทาน "เกลือ" จะทำให้กล้ามเนื้อคุณไม่ชัด ไม่มีทางได้เห็น Six pack  และคุณจะแพ้ผู้แข่งขันคนอื่นบนสังเวียนประกวดเพาะกาย  นั่นหมายความว่า การทานเกลือ หรือเครื่องปรุงที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ เช่น ซีอิ้ว ฯลฯ เป็นสิ่ง "ชี้เป็นชี้ตาย" ในเรื่องการชนะ และการพ่ายแพ้ของคุณเลยทีเดียว" / บทความเขาว่าเอาไว้อย่างนี้

       สมมติว่าเพื่อนสมาชิก อายุ 25 ปี และทำงานบริษัทแบบไปเช้าเย็นกลับ พอคุณได้อ่านบทความข้างบนนี้ คุณก็จะรู้สึกว่า การทานเกลือ เป็นสิ่งที่ทำให้กล้ามไม่ชัด ,ทำให้ไม่เห็น Sixpack  ซึ่งคุณก็รู้สึกเชื่อถือคนเขียนบทความเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนเขียนบทความนั้น เพาะกายมานานถึง 20 ปี  ดังนั้น การที่นักเพาะกายผู้นี้ ( ผู้ฝึกมา 20 ปี ) ออกมาเน้นย้ำแล้วว่า "เกลือไม่ดีต่อความชัดของกล้ามเนื้อ" จึงเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง  ทำให้คุณฝังใจกับคำสอนนี้

       คราวนี้ พอมีคนพูดเป็นอย่างอื่น เช่น กล้ามชัดหรือไม่ชัดนั้น มันต้องไปเน้นเรื่องการทำคาร์ดิโอ / คุณก็จะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที  วิธีการต่อต้านของคุณก็คือ คุณก็ไปงัดเอาบทความที่นักเพาะกาย ที่พูดเรื่องเกลือ ที่คุณเคยอ่านนั้น มาเถียงกับคนนั้น ( เอามาเถียงกับคนที่พูดว่า กล้ามชัด ต้องเน้นการทำคาร์ดิโอ ) / โดยคุณมีความคิดในใจว่า นักเพาะกายที่เขียนบทความเรื่องเกลือนั้น เขาเล่นกล้ามมาถึง 20 ปี ในขณะที่คนที่พูดว่า จะกล้ามชัด ต้องเน้นเรื่องคาร์ดิโอ นั้น เขาก็กล้ามไม่ได้ชัดเลยแม้แต่น้อย และก็พึ่งเล่นกล้ามมาแค่ปีเดียว ยังสะเออะมาสอนผิดๆอีก

       การที่คุณยึดเอาเรื่องการทาน ( หรือไม่ทาน ) เกลือ เป็นตัวชี้ถึงความสำเร็จในการเพาะกายนั้น ก็เพราะคุณได้อ่านบทความจากนักเพาะกายที่เล่นกล้ามมาแล้ว 20 ปี  คุณจึงมีความเชื่อมั่นอย่างนั้น ( ว่าการไม่ทานเกลือ จะทำให้คุณสำเร็จในการเพาะกาย )  นั่นแหละคือความหมายของ ตาบอดคลำช้าง ที่ผมพูดถึง

       ถามว่า การทานเกลือ หรือไม่ทานเกลือ มีความสำคัญต่อการเพาะกายไหม? คำตอบก็คือว่า "มี" ความสำคัญกับการเพาะกายเหมือนกัน แต่ "ไม่ใช่ทั้งหมด" ของการเพาะกาย ( คือไม่ใช่ในภาพรวม )

       ก็เหมือน "หางช้าง" ก็เป็นส่วนหนึ่งของช้างเหมือนกัน แต่ถ้าคนตาบอดไปคลำที่หางช้าง แล้วบอกว่า ช้างนั้น มีลักษณะเป็นเหมือนเชือก  นั่นก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะว่าคนตาบอดคนนั้น ไม่ได้เห็นภาพรวมทั้งตัวของช้าง  ก็เลยยึดถือเอาแค่ในส่วนที่ตัวเองรับรู้ ( ก็คือรู้แค่ว่าหางช้าง มีลักษณะเหมือนเชือก ดังนั้น ช้างทั้งตัว ก็ต้องมีลักษณะเหมือนเชือกไปด้วย )

       ที่ถูกแล้ว คุณต้องดูในภาพรวมก่อนว่า คุณอยู่ในสถานะการณ์เดียวกับคนที่เขียนบทความ ( เรื่องเกลือ ) หรือเปล่า? ( ตอนนี้ ผมกำลังพยายามสอนให้คุณมองในภาพรวม มากกว่าที่จะไปยึดเอาบทความชิ้นใดชิ้นหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ) ภาพรวมที่ผมกำลังจะพูดถึงก็เช่น 

       คุณอายุ 25 ปี ในขณะที่คนเขียนบทความเรื่องเกลือ อายุ 40 ปี / คนที่อายุ 40 ปี ย่อมมีการแสดงผลของร่างกาย ที่ "ไว" ต่อการทานเกลือ มากกว่าคนที่อายุ 25 ปี  เช่นว่า คนอายุ 40 ปี ทานเกลือในปริมาณเท่ากันกับที่คนอายุ 25 ปีทาน  ผลก็จะออกมาว่า ผิวหนังของคนที่อายุ 40 ปี จะเกิดอาการอุ้มน้ำ ( ซึ่งทำให้กล้ามไม่ชัด ) มากกว่าคนอายุ 25 ปี / ดังนั้น การที่คุณซึ่งอายุ 25 ปี ไปซีเรียสเรื่องการทานเกลือ เท่ากับคนที่เขียนบทความ ( ซึ่งอายุ 40 ปี ) จึงเป็นเรื่องที่เรียกว่า "วิตกเกินเหตุ"


       คนที่เขียนบทความ เป็น นักเพาะกายอาชีพ  นั่นหมายความว่า พอเขาฝึกเสร็จตอนสาย 10.00 น. เขาก็มีเวลาเตรียมอาหารสำหรับมื้อเที่ยง และเย็น เพราะเขาไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นแล้ว ก็แค่กิน แล้วก็นอน แล้วก็รอฝึกรอบเย็นต่อ  ดังนั้น ด้วยการที่นักเพาะกายอาชีพคนนี้ ( คนที่เขียนบทความเรื่องเกลือ )  มีเวลาให้กับตัวเองมาก  เขาก็อาจปรุงอาหารเอง โดยการตัดเกลือออกไปจากการปรุงได้

       แต่พอมาเทียบกับคุณ ซึ่งเป็นพนักงานบริษัท  สมมติว่าทางบริษัทเขาเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยง โดยมีกับข้าวเป็นแกงจืดฟัก ( คือทำสำเร็จรูปมาแล้ว )  คุณก็คงจะไม่สามารถบอกแม่ครัวได้ว่า ช่วยไปต้มแกงจืดฟัก แยกต่างหาก เอาแบบไม่ใส่เกลือ เอามาให้ผมหน่อย

       และก็ในเมื่อคุณจำเป็นต้องกินแกงจืดฟัก ( ที่ใส่เกลือ ) เพราะคุณไม่สามารถให้แม่ครัวไปต้มแกงจืดฟักมาใหม่ เอาแบบไม่ใส่เกลือ ได้ / พอคุณกินแกงจืดฟักถ้วยนี้ ( ที่ใส่เกลือ ) คุณก็เลยกังวลไปว่า จะทำให้กล้ามไม่ชัด / ก็เลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้น เราก็เลิกเล่นกล้ามดีกว่า เพราะในเมื่อ เราไม่สามารถให้แม่ครัวเอาเกลือออกจากมื้ออาหารได้ ก็แสดงว่าเราต้องกินกับข้าวที่มีเกลือ ทุกวันๆ  ดังนั้น เราเล่นกล้ามไป กล้ามก็ไม่ชัดอยู่ดี 
- ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องครับ


       ที่ถูกแล้ว คุณต้องมองภาพรวมให้เห็นก่อน แล้วค่อยสรุป หรือมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง

       ที่นักเพาะกายที่เขียนบทความบอกว่า "อย่าทานเกลือ" นั้น เพราะเขาอยู่ในสถานะการณ์แบบนี้คือ  เขาอายุ 40 ปีแล้ว ( แก่กว่าคุณ 15 ปี ) ผิวหนังของเขาจึงไวต่อการอุ้มน้ำ ( ซึ่งทำให้กล้ามไม่ชัด ) มากกว่าคนที่อายุ 25 ปีเช่นคุณ / เขาเป็นนักเพาะกายอาชีพ ซึ่งชีวิตของเขาก็มีแต่การ ฝึก - กิน - นอน  ดังนั้น เขาจึงมีเวลามากกว่าคุณ เขาจึงมีเวลา มีช่องทาง มีทางเลือก ที่จะตัดเกลือ ออกจากมื้ออาหารได้ - ในขณะที่อาชีพหลักของคุณคือพนักงานบริษัท ย่อมไม่มีเวลามากเท่านักเพาะกายอาชีพคนนั้น และรวมไปถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่ยากต่อการตัดเกลือออกจากมื้ออาหารได้

       ที่นักเพาะกายคนนั้น เขียนในบทความว่า "การไม่ทานเกลือ เป็นสิ่งชี้เป็นชี้ตายในเรื่องความชัด" นั้น ก็เพราะว่า นักเพาะกายผู้นั้น ต้องขึ้นประกวดร่วมกับผู้เข้าแข่งขันที่มีกล้ามชัดๆกันทั้งนั้น ดังนั้น การที่เขาไม่ทานเกลือ ก็อาจจะทำให้เขากล้ามชัดกว่าผู้เข้าแข่งขัน ที่ร่วมแข่งขันบนเวทีกับเขา  / ในขณะที่คุณ ซึ่งเป็นพนักงานบริษัท และก็ไม่มีเพื่อนในบริษัทของคุณ ที่จะมีกล้ามชัด  ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องเอาเรื่อง "ไม่กินเกลือ" มาเป็นตัวชี้วัด หรือชี้เป็นชี้ตายว่า คุณจะมีกล้ามเนื้อชัดกว่าเพื่อนร่วมงานของคุณ ( เพราะเพื่อนร่วมงานของคุณ ไม่มีสักคนที่เล่นกล้ามและรีดกล้ามจนชัดเลย )

       พูดง่ายๆว่า นักเพาะกายที่เขียนบทความว่า ไม่ให้กินเกลือนั้น เขาอยู่คนละสถานะการณ์กับคุณ  ทั้งเรื่องอายุ ,เรื่องอาชีพ ,เรื่องการเอาชนะเพื่อน หรือผู้เข้าแข่งขันคนอื่น / ดังนั้น คุณจึงไม่ควรยึดเอาคำพูดของนักเพาะกายคนนั้น ( ที่บอกว่าไม่ให้ทานเกลือ ) มาเป็นตัววัดว่าคุณจะสำเร็จในการเพาะกายหรือไม่


แล้วภาพรวมของหนทางไปสู่ความสำเร็จในการเพาะกายคืออะไร?

       จากที่พูดมาก่อนหน้านี้  ผมบอกคุณว่า อย่าไปยึดถือ อย่าไปเชื่อคำสอนอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง เพราะมันอาจเหมือนภาษิตที่ว่า "ตาบอดคลำช้าง" / เพราะที่ถูกแล้ว คุณจะต้องมองภาพรวมให้เห็นเสียก่อน ( ก็คือต้องเห็นช้างทั้งตัวก่อน ถึงค่อยสรุปว่าช้างมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร )  / เมื่อผมพูดว่าต้องมองภาพรวมให้เห็นก่อน เพื่อนสมาชิกก็อาจเกิดคำถามในใจว่า ถ้าความสำเร็จในการเพาะกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทานเกลือ  ถ้าอย่างนั้นภาพรวมของวิธีการ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเพาะกายนั้น มันคืออะไร

       จากประสบการณ์การศึกษาของผมนั้น ผมสามารถไล่ลำดับความสำคัญของภาพรวม ( ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการเพาะกาย ) เป็นข้อๆได้ 5 ข้อ โดยข้อแรก จะเป็นข้อที่สำคัญที่สุด แล้วข้อต่อๆไป ก็จะมีความสำคัญรองลงไป / มาดูกันครับ




       ( ภาพบน ) อันดับแรกก็คือ ต้องมีการลงมือยกน้ำหนักก่อน / คือการยกน้ำหนักหรือเล่นเวทนั้น มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มัดกล้ามเนื้อ ,ข้อต่อ ,เส้นเอ็น ,ระบบหมุนเวียนเลือด ฯลฯ ในร่างกาย / ซึ่งความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ มันมีผลดีกับทั้ง คนที่ผอมอยู่แล้ว ,คนที่อ้วนอยู่แล้ว ,คนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ,คนที่เริ่มมีอายุเกิน 45 ปี ที่อยู่ๆก็รู้สึกเจ็บแปล๊บๆ ตรงนั้น ตรงนี้ ทั่วร่างกายโดยไม่มีสาเหตุ ฯลฯ 

       การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ก็เพราะเราเริ่มทำให้ร่างกายเรา "เกิดความลำบาก"  ซึ่งคำว่าลำบากในที่นี้ ก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการปล่อยตัวให้ทำกิจกรรมตามสบาย ( คือ กิน นอน ตื่น ขับถ่าย ) / คือเราใส่ภาระให้ร่างกายเพิ่มเข้าไป ซึ่งก็คือการออกกำลังกาย  ซึ่งภาระอันใหม่นี้ ทำให้ร่างกายต้องเกิดความลำบากขึ้น  ร่างกายเราจึงต้องเริ่มปรับตัวให้รับกับความลำบากนี้ / ซึ่งการปรับตัว ( สำหรับการรับความลำบากที่เพิ่มขึ้น ) ก็คือ ธรรมชาติจะปรับแต่งให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นนั่นเอง ( คือ ธรรมชาติ มันจะทำหน้าที่ของมันเองโดยอัตโนมัติ ( คือทำให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ) โดยที่เราก็แค่เพียงเล่นเวทก็พอ )

       แต่ "อย่าสัก" แต่ว่าออกกำลัง  มันจะต้องทำให้ถูกด้วย จำไว้ว่า "อย่ามั่ว"

       ไม่ใช่ว่าไปเห็นคนที่ เล่นกล้ามมาหลายปี แล้วเขาจ้างไปถ่ายแบบเกี่ยวกับ การออกกำลังกายด้วยมือเปล่า ,หรือการออกกำลังกายด้วยดัมเบลล์คู่เดียว เพื่อพิมพ์เป็นหนังสือขาย / พอเราไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ก็เลยเข้าใจผิดว่า การออกกำลังกายด้วยมือเปล่า หรือการออกกำลังกายด้วยดัมเบลล์คู่เดียว ก็จะได้หุ่นเหมือนนายแบบที่เขาเอามาถ่ายภาพตอนบริหารด้วยมือเปล่า ( หรือดัมเบลล์คู่เดียว ) นั้น จนถึงกับอุทานว่า "แหม การออกกำลังกายด้วยมือเปล่านี่ มันทำให้หุ่นสวยจริงๆ ใหญ่กำลังดีเลย  ส่วนพวกที่ใช้บาร์เบลล์กับเตียงยกน้ำหนัก ฉันว่ามันตัวใหญ่เกินไปนะ"

       มันก็เหมือนโฆษณาเครื่องสำอาง ที่เขาไปจ้างดาราหน้าตาสวยๆมา แล้วก็ถ่ายโฆษณาว่าดาราคนนี้ ใช้ครีมทาหน้ายี่ห้อนี้ ก็เลยหน้าตาสวยมาก / แต่ทำไมแฟนเราไปซื้อครีมทาหน้ายี่ห้อนี้มาทา แล้วทำไมหลังทาแล้ว หน้าไม่เห็นสวยเหมือนดาราที่โฆษณาในทีวีเลย  คำตอบก็คือ เพราะในโฆษณานั้น เขาเอาคนที่หน้าตาสวยอยู่ก่อนแล้ว มาโฆษณาไงครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับคุณภาพของครีมทาหน้าอันนั้นเลย

       เรื่องการบริหารด้วยมือเปล่า หรือการบริหารด้วยดัมเบลล์คู่เดียว ก็มีหลักการเหมือนเรื่องดาราโฆษณาครีมทาหน้านี่แหละครับ คือเขาก็ไปหาคนที่เล่นกล้ามแบบถูกหลักการ ที่เล่นมาหลายปีแล้ว คือมีร่างกายสวยอยู่ก่อนแล้ว เอามาถ่ายภาพวิธีบริหารด้วยมือเปล่า หรือดัมเบลล์คู่เดียว  เพื่อดึงธีดึงดูดให้ผู้อ่านเห็นว่าวิธีบริหารด้วยมือเปล่า หรือบริหารด้วยดัมเบลล์คู่เดียวของเจ้าของหนังสือเล่มนั้น จะสร้างร่างกายให้สวยเหมือนนายแบบที่เอามาถ่ายภาพได้




       ( ภาพบน ) อันดับต่อมา คือต้องทานอาหารที่เน้นโปรตีน และก็ต้องพักผ่อนให้พอด้วย

       เคยมีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ "ผอมมาก" และพยายามกินข้าวเยอะๆ และเน้นโปรตีนเยอะๆแล้ว นอนก็เยอะแล้ว แต่น้ำหนักก็ไม่ขึ้นเสียที

       เหตุผลก็เพราะ เพื่อนสมาชิกที่ "ผอมมาก" ท่านนี้ ดันไปเอา ข้อ 2. อยู่เหนือข้อ 1.

       คือหมายความว่า ไม่เคยเล่นเวทเลย  คือเอาแค่กินเยอะ และเน้นโปรตีนมากๆ และนอนมากๆเท่านั้น
/ มันก็เลยไม่ได้ผลอะไร คือน้ำหนักตัวก็ยังน้อยเหมือนเดิม  เพราะไอ้เจ้าโปรตีนที่ทานเข้าไปนั้น มันไม่ได้ถูกเอาไปใช้งานอะไร มันก็ไหลไปกับอุจจาระ ปัสสาวะหมด

       ที่ถูกแล้ว จะต้องเรียงลำดับตามที่ผมให้ไว้ คือถ้าอยากร่างกายแข็งแรง ก็ต้องเริ่มจากเล่นเวทก่อน แล้วค่อยให้ความสำคัญกับการกินและการนอนเป็นอันดับ 2 / อย่าไปเอาข้อ 2. มาอยู่ก่อนข้อ 1.

       นั่นคือ ที่ถูกแล้ว คุณจะต้องเล่นกล้ามให้กล้ามเนื้อถูกใช้งานอยู่หนักเสียก่อน ( คือทำตามข้อ 1.เสียก่อน )  จากนั้น เมื่อเราทานอาหารจำพวกโปรตีนเข้าไป ( คือทำตามข้อ 2. )  ร่างกายก็จะไปดึงเอาโปรตีนเหล่านั้น มาซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ ( ก็หมายความว่า โปรตีนที่เราทานเข้าไป ถูกนำไปใช้ประโยชน์แล้ว ไม่สูญเปล่า )

       ส่วนพวกคนที่อ้วนก็เช่นกัน ยังไง คุณก็ต้องเน้นเรื่องการทานโปรตีนอยู่ดี  เพราะว่าหลังจากที่คุณเล่นเวท ( ตามข้อ 1. แล้ว ) ร่างกายคุณก็ต้องการโปรตีนไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  คือ อย่าไปเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าออกกำลังกายหนักๆแล้ว เราไม่ทานข้าว  ร่างกายก็จะไปดึงไขมันมาเป็นซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ก็จะทำให้ไขมันในร่างกายลด / ซึ่งคนที่คิดอย่างนี้ ก็คือการคิดเอาเอง ซึ่งมันผิด และก็ทำให้เรายังเห็นคนที่ออกกำลังอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือพยายามลดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ยัง "อ้วนเหมือนเดิม"  นั่นก็เพราะเขาทำผิดหลักการนั่นเองครับ




       ( ภาพบน ) การให้ความสำคัญกับการใช้อาหารเสริม พึ่งจะโผล่เข้ามา โดยอยู่ในอันดับ 3 

       บางคนเอาการใช้อาหารเสริมไปอยู่เหนือการใช้อาหารธรรมชาติ ( คือเอา ข้อ 3. ไปอยู่เหนือ ข้อ 2. ) คือเก็บเงินที่จะซื้อข้าวราดแกง ที่มีเนื้อเยอะๆ และมีไข่สองฟอง เอาไปซื้ออาหารเสริมแทน / ซึ่งนั่นเป็นการกระทำที่ผิดนะครับ ( คือเอา ข้อ 3. ไปอยู่เหนือ ข้อ 2. )

       จริงๆแล้ว ตัวอาหารธรรมชาติที่มีโปรตีนเยอะนั้น มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าอาหารเสริมมาก / ด้วยเหตุนี้ การใช้อาหารเสริมจึงอยู่ในข้อ 3. คือเป็นรองจากการใช้อาหารธรรมชาติ ( ที่อยู่ในข้อ 2. )

       คนที่ใช้อาหารเสริม ก็ย่อมมีผลของการออกกำลังกาย ที่ได้ผลดีกว่าคนที่ไม่ได้ใช้อาหารเสริม  คือหมายความว่า ในระนาบเดียวกัน คือคนที่เล่นเวท และทานอาหารธรรมชาติแบบเน้นโปรตีน 2 คน ,คนหนึ่งไม่ใช้อาหารเสริม ส่วนอีกคนหนึ่งใช้อาหารเสริม - ผลที่ออกมา ก็ย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า คนที่ใช้อาหารเสริมนั้น ย่อมจะได้ผลการฝึกที่ดีกว่าคนที่ไม่ได้ใช้อาหารเสริม

       แต่ถ้าเทียบกับแบบ ต่างระนาบ ก็จะพบว่าคนที่ใช้อาหารเสริม
แต่ทานอาหารไม่เน้นโปรตีน และพักผ่อนไม่พอ ก็จะได้ผลการฝึกที่ ดีไม่เท่ากับ คนที่ทานอาหารเน้นโปรตีน และพักผ่อนเพียงพอ แต่ไม่ได้ใช้อาหารเสริม ( คือคนที่เอาข้อ 3. มาอยู่ก่อนข้อ 2. จะได้ผลการฝึกที่ไม่ดี )



( ภาพบน ) หุ่นของนักเพาะกายเมื่อ 45 ปีที่แล้ว

ภาพจาก flexonline.com

       ( ภาพบน ) ถ้าคุณไม่โลภมาก  เพียงแค่ 3 ข้อที่ผมเรียงลำดับไว้ให้ข้างบนนี้ ( คือ 1.เล่นเวท ,2.ทานเน้นโปรตีนและนอนให้พอ ,3.ใช้อาหารเสริม ) ก็คือคุณทำครบแบบที่นักเพาะกายเมื่อ 45 ปีที่แล้วเขาทำกัน  คุณก็จะมีหุ่นเหมือนในภาพข้างบนนี้

       ก็คือ แม้ว่ากล้ามจะไม่ชัดมากเหมือนนักเพาะกายในปัจจุบันนี้ แต่ความชัดของนักเพาะกายเมื่อ 45 ปีที่แล้ว มันก็โอเคในระดับหนึ่ง / ก็คือ ถ้าคุณไม่โลภมาก และคิดว่า หุ่นนักเพาะกายแบบในภาพข้างบนนี้ก็พอแล้ว  คุณก็ใช้ภาพรวมเรียงลำดับแค่ 3 ข้อตามที่ผมบอกไว้ก็พอ ( คือ 1.เล่นเวท ,2.ทานเน้นโปรตีนและนอนให้พอ ,3.ใช้อาหารเสริม

       แต่ถ้าคุณอยากได้มากกว่านี้ อยากได้มัดกล้ามที่มีรายละเอียดมากกว่าในภาพข้างบนนี้  ( ซึ่งก็คือ คุณมีเวลาในชีวิตประจำวัน มาก! ไม่ต้องหาเช้ากินค่ำ หรือต้องไปเรียนหนังสือที่ไหน ) ก็ดูภาพรวมข้อต่อไปได้ครับ




       ( ภาพบน ) ข้อ 4. ก็คือ ให้ทำคาร์ดิโอ ประมาณ 5 ที โดยให้ทำคาร์ดิโอหลังเล่นกล้ามเสร็จใหม่ๆ

       สมัยเมื่อ 45 ปีที่แล้ว นักเพาะกายเขาไม่ต้องทำคาร์ดิโอกัน เขาก็มีความชัดในกล้ามเนื้อของเขาในระดับหนึ่ง

       ถามว่า นักเพาะกายที่ทำคาร์ดิโอ จะมีกล้ามชัดกว่านักเพาะกายที่ไม่ได้ทำคาร์ดิโอไหม? ก็ต้องยอมรับว่า นักเพาะกายที่ทำคาร์ดิโอนั้น จะกล้ามชัดกว่านักเพาะกายที่ไม่ได้ทำคาร์ดิโอ ( แต่ก็เฉพาะในช่วงเตรียมตัวประกวดเท่านั้นนะครับ )

       แต่ถ้าถามว่า แล้วการทำคาร์ดิโอจำเป็นสำหรับคนที่เล่นกล้ามโดยที่ไม่ขึ้นประกวดไหม? ตอบได้เลยว่า "ไม่จำเป็น"


       เพราะถ้าคุณทำคาร์ดิโอแล้ว คุณจะ "เลิกไม่ได้" เพราะถ้าเลิก หรือหยุดเมื่อไร คุณก็อ้วนเป็นหมูทันที  เหมือนที่คุณเห็นความแตกต่างของนักเพาะกายในช่วง Off season กับช่วงเตรียมตัวประกวดนั่นแหละ  คือ ช่วงเตรียมตัวประกวด นักเพาะกายระดับแข่งขัน ก็อัดคาร์ดิโอวันละ 2 ชั่วโมง ดังนั้น พอเข้าช่วง Off season ที่ไม่แตะคาร์ดิโอเลย ก็เลยอ้วนเป็นหมูกันหมด

       ในขณะที่นักเพาะกายรุ่น 45 ปีก่อน เขาหุ่นดีกันตลอดปี เหมือนที่เราเห็นอาร์โนลด์ หุ่นดีตลอดปี จะถ่ายภาพของเขาในช่วงไหนของปีก็ได้ / ส่วนนักเพาะกายดังๆในปัจจุบัน จะหุ่นดีในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น ( เพราะเป็นช่วงเตรียมตัวเข้าประกวดรายการใหญ่ ) ซึ่งเป็นช่วงที่เขาอัดคาร์ดิโอวันละเกือบสองชั่วโมง
 นอกนั้น ช่วงเวลาอื่นของปี ( ที่ไม่ใช่เดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม ) นักเพาะกายพวกนี้จะหลบกล้องเป็นแถว เพราะเขาจะบวมมาก จนดูไม่ดี

       ผมให้ความสำคัญของคาร์ดิโอ อยู่แค่อันดับ 4.จากภาพรวมทั้งหมด ( เหมือนที่เห็นในรูปข้างบนนี้ ) / แต่กระแสสังคม กลับแต่งเติมความคิดของเรา จนทำให้เรามองการทำคาร์ดิโออยู่สูงเกินความเป็นจริง คือ ทำให้หลายคน เอาข้อ 4. ( ซึ่งก็คือการทำคาร์ดิโอ ) ไปอยู่เหนือข้อ 1. ( คือเอาคาร์ดิโอ ไปอยู่เหนือการเล่นเวท )  ด้วยการพูดว่า พวกเราต้องวิ่ง ต้องเดินบนสายพานเป็นหลัก เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง แล้วเราก็จะยกลูกน้ำหนักด้วยก็ได้ เพื่อให้มัดกล้ามเนื้อแข็งแรง ( คือ ต้องวิ่ง หรือเดินบนสายพานก่อน  ส่วนจะเล่นเวทตามด้วยหรือไม่ เป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ )

       ไอ้พวกที่ผมพูดถึงเมื่อกี้นี้ ก็คือพวกที่เอาข้อ 4. ขึ้นมาเป็นข้อ 1.

       มันก็เหมือนพวกที่ชอบอัดความคิดว่า การเล่นกีฬากับลูกกลมๆ นั้น ต้องใช้ "มือ" เท่านั้น ( นั่นก็เพราะคนพูด เป็นนักบาสเกตบอล )

       ในขณะที่อีกพวกหนึ่ง ก็อัดความคิดว่า การเล่นกีฬากับลูกกลมๆ นั้น ต้องใช้ "เท้า" เท่านั้น ( นั่นก็เพราะคนพูด เป็นนักฟุตบอล )

       ถามว่า สองคนนี้ ใครผิดใครถูก? คำตอบก็คือ ไม่มีใครผิด เพราะมันเป็นกีฬาคนละชนิดกัน

       ก็เหมือนกีฬาเพาะกาย กับพวกฟิตเนส มันเป็นกีฬาคนละตัวกัน เอามาเทียบกันไม่ได้

       ในโลกของการเพาะกาย ผมเอาการยกลูกน้ำหนัก ( คือการใช้ความหนักของลูกน้ำหนักนั้น สร้างความต้านทานให้แก่กล้ามเนื้อ จนทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ) อยู่ในอันดับ 1. ส่วนการทำคาร์ดิโอแบบฟิตเนสนั้น อยู่ในอันดับ 4. หนำซ้ำ อันดับ 4 ที่ว่านี้ จะทำหรือไม่ทำก็ได้  คือถ้าไม่ทำ ก็จะได้หุ่นประมาณนักเพาะกายเมื่อ 45 ปีที่แล้ว ซึ่งก็โอเคในระดับหนึ่ง


       ในขณะที่โลกของพวกที่จบ วิทยาศาสตร์การกีฬา ,หรือคุณหมอบางท่าน ก็มองว่า การทำคาร์ดิโอนั้น ต้องมาอันดับหนึ่ง ส่วนการเล่นเวทควบคู่ไปกับการทำคาร์ดิโอนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่สำคัญเท่ากับการทำคาร์ดิโอ

       เรื่องพวกนี้ จะทำให้คุณผู้อ่านเกิดความสับสน เพราะคนที่บอกว่าคาร์ดิโอดีกว่านั้น เขามีปริญญาตรีรับรอง ,หรือคนที่แนะนำบางท่านก็เป็นถึงคุณหมอ / ในขณะที่คำแนะนำของผม มีเพียงแค่แชมป์โลกหุ่นสวยๆ ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ออกมา แล้วผมไปตามเก็บประสบการณ์พวกนั้น มาถ่ายทอดให้คุณอีกทีหนึ่ง  มันไม่มีปริญญาตรีรองรับ

       แต่ผมอยากจะบอกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่า ปริญญาตรี ไม่ได้ช่วยทำให้คำพูดศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะ มันเป็นกีฬาคนละชนิด ( ระหว่างฟิตเนส กับเพาะกาย ) /
เหมือนคนที่จบปริญญาตรี MBA ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องรวยทุกคน ในขณะที่คนรวยหลายคน จบแค่ ป.4 ด้วยซ้ำ

       เพื่อไม่ให้พูดยืดยาวไปกว่านี้ ก็เอาเป็นว่า ถ้าคุณยังอยากอยู่ในโลกเพาะกายใบเดียวกับผม คุณก็เอาความสำคัญของการทำคาร์ดิโอ ไว้ในอันดับ 4. เหมือนที่ผมแนะนำ

       แต่ถ้าคุณมองว่าการทำคาร์ดิโอ ควรจะอยู่ในระดับสูงกว่านี้ นั่นก็แปลว่าคุณก็มีแนวโน้มว่า คุณจะไปอยู่ในโลกของพวกฟิตเนสเสียแล้ว / ก็เลือกช่องทางเอาเองครับ

       ในโลกของการเพาะกาย  กีฬาฟิตเนส มันเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลทางธุรกิจ จากนั้น ก็มีคนพยายาม "ต่อยอด" คือให้ความสำคัญกับมันไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผมพูดไว้ที่ลิงค์  http://www.tuvagroup.com/4Bdartic-001001k-561115-0955.html 


       เอาล่ะครับ  เรามาดูภาพรวม ในหัวข้อถัดไปต่อ




       ( ภาพบน ) ข้อ 5. ก็คือเรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้ไปอ่านเจอ หรือไปได้ยินมา ที่เกี่ยวกับการเล่นกล้าม ยกตัวย่างเช่นเรื่องพวกนี้ 



( ภาพบน ) ใช้เกลือให้น้อย

( ภาพจากเวบ ign.org )




( ภาพบน ) ซีอิ้วมีส่วนประกอบของเกลือ ดังนั้น ควรใช้ซีอิ้วให้น้อย

( ภาพจากเวบ livescience.com )




( ภาพบน ) ทาน Cottage Cheese ก่อนนอน

( ภาพจากเวบ pantip.com )




( ภาพบน ) ให้ทานนมพร่องไขมันเนย อย่าทานนมธรรมดา

( ภาพจากเวบ e-mallsite.com )




( ภาพบน ) ให้ทานแต่ขนมปัง whole grain ( ตามภาพที่เห็นในด้านขวา )
อย่าทานขนมปังสีขาว ( ตามภาพที่เห็นในด้านซ้าย ) 


( ภาพจากเวบ nutritionovereasy.com )





       ( ภาพบน )  พวกวิธีการทานอาหารแปลกๆ ผิดธรรมดา แบบที่เห็นข้างบนนี้   หรือเทคนิคแปลกๆพวก ต้องไปเข้าซาวน่า ,ต้องไปนวดแบบให้หมอจับเส้นลึกๆ ถึงจะกล้ามขึ้นดี ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องจุกจิก เป็นเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ ที่พวกแชมป์เพาะกายเขาถ่ายทอดมา  คุณก็สามารถเลียนแบบเทคนิคพวกนี้ได้ "แต่" ขอให้คุณจัดลำดับความสำคัญไว้ที่ลำดับท้ายสุด / คือให้อยู่ในอันดับ 5.

       และในเมื่อเรื่องจุกจิก หรือเทคนิคแปลกๆพวกนี้ มันอยู่ในอันดับ 5 ของภาพรวม คุณก็อย่าไปให้ความสำคัญมากกว่าอันดับ 4 ,อันดับ 3 ,อันดับ 2 หรืออันดับ 1




       ( ภาพบน นั่นก็หมายความว่า เวลาที่คุณอ่านเจอบทความที่ดูน่าเชื่อถือ  ที่เขาพูดถึงเรื่อง ไม่ควรทานเกลือ  คุณก็ อย่าคิด ว่า หากเราไม่ทานเกลือแล้ว เราก็จะประสบความสำเร็จในการเพาะกาย เพราะเราจะกล้ามชัดกว่าคนอื่นๆ 

       เพราะการที่คุณจะประสบความสำเร็จในการเพาะกายได้ คุณต้องมี 4 ข้อข้างต้นของภาพรวมก่อน ( นั่นคือ ลงมือเล่นเวท ,ทานอาหารเน้นโปรตีนและพักผ่อนให้พอ ,ใช้อาหารเสริม ,ทำคาร์ดิโอ 5 นาทีหลังฝึกเสร็จ )

       คือถ้าคุณทำ 4 ข้อข้างต้นของภาพรวมได้ดีแล้ว นั่นแหละคุณถึงค่อยมาสนใจที่จะทำข้อที่ 5 ( คือการทำเรื่องจุกจิก เช่นการไม่ทานเกลือ ตามบทความที่คุณอ่าน )

       ที่ผมพยายามอธิบายก็คือว่า คุณอย่าไปคิดว่า เมื่อคุณทำเรื่องจุกจิก หรือเคล็ดลับแปลกๆของนักเพาะกาย ( เช่นใช้เกลือให้น้อย ,ใช้ซีอิ้วให้น้อย ,ทาน cottage cheese ก่อนนอน ,ดื่มนมพร่องไขมันเนย ฯลฯ ) แล้วคุณจะมีร่างกายสวยเหมือนแชมป์ที่ให้เทคนิคเหล่านั้้นแก่คุณ

       ที่แชมป์เขามีกล้ามสวย มันไม่ใช่เพราะเขาทำเรื่องจุกจิกพวกนี้อย่างเดียวหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญกับภาพรวม 4 ข้อข้างต้น มาเป็น สิบๆปี แล้ว ( นั่นคือ ลงมือเล่นเวท ,ทานอาหารเน้นโปรตีนและพักผ่อนให้พอ ,ใช้อาหารเสริม ,ทำคาร์ดิโอ 5 ทีหลังฝึกเสร็จ )  จากนั้น แชมป์กล้ามสวยเหล่านั้น ถึงมาให้ความสำคัญกับภาพรวมข้อ 5.ได้ ( เช่นใช้เกลือให้น้อย ,ใช้ซีอิ้วให้น้อย ,ทาน cottage cheese ก่อนนอน ,ดื่มนมพร่องไขมันเนย ฯลฯ )

       การที่คุณเป็นนักเพาะกายหน้าใหม่ พอมาอ่านเจอบทความเรื่องให้กินเกลือน้อยๆ คุณก็ยึดถือเลยว่า นี่คือเทคนิคที่สำคัญของการเพาะกาย ที่จะทำให้คุณกล้ามชัด  มันก็เหมือนกับคนที่ตาบอดแล้วคลำช้างนั่นแหละครับ  พอคนตาบอดไปคลำช้าบริเวณส่วนหาง ก็เลยเข้าใจว่า รูปร่างของช้างจะเหมือนเชือก นั่นก็เพราะคนตาบอดคนนี้ ไม่ได้มองเห็นภาพรวมของตัวช้าง  เขารับรู้แต่บริเวณที่เขาคลำเท่านั้น ก็เลยสรุปว่า รูปร่างช้างทั้งตัว มันเหมือนเชือก

       หางช้าง ก็เป็นส่วนหนึ่งของช้างก็จริง  แต่ลักษณะของหางช้าง ( ที่มีลักษณะเหมือนเชือกนั้น )  มันไม่ใช่ภาพรวมของตัวช้างทั้งตัว ว่าช้างทั้งตัวมีลักษณะเหมือนเชือก 

       ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น การไม่ทานเกลือ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการเพาะกายก็จริง  แต่มันมีความสำคัญอยู่แค่อันดับ 5.ของภาพรวมเท่านั้น  นั่นคือ การไม่ทานเกลือ มันไม่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำให้กล้ามชัดได้  หากคุณไม่ให้ความสำคัญกับภาพรวมในข้อ 1 ,ข้อ 2 ,ข้อ 3 และข้อ 4 เสียก่อนน่ะครับ


       นั่นหมายความว่า หากคุณได้ปฏิบัติในข้อ 1 ,ข้อ 2 ,ข้อ 3 และข้อ 4 ได้เป็นอย่างดีแล้ว แม้ว่ามื้ออาหารกลางวันของคุณ คุณจะต้องเจอต้มจืดฟักที่ใส่เกลือ  คุณก็สามารถทานต้มจืดฟักที่มีเกลือนั้นได้ โดยที่กล้ามเนื้อของคุณก็ยังคงความชัดไว้ได้ / ในทางกลับกัน ถ้าคุณทำในข้อ 1 ,ข้อ 2 ,ข้อ 3 และข้อ 4 ไว้ ไม่ดี  แม้ว่ามื้อกลางวันของคุณ คุณจะไม่ทานอาหารที่มีเกลือเลย  คุณก็จะยังไม่ได้ความชัดของกล้ามเนื้ออยู่ดีนั่นแหละ 



( ภาพบน ) คุณต้องทำข้อ 1 ถึงข้อ 4 ให้ได้เสียก่อน


( ภาพบน ) แล้วค่อยใช้เกลือให้น้อย ( ซึ่งเป็นเรื่องจุกจิก ที่อยู่ในข้อ 5. )


       ( ภาพบนสรุปว่า ถ้าต้องการจะประสบความสำเร็จในการเพาะกาย แล้วคุณไปอ่านเจอพวกเทคนิคจุกจิก เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการกินที่แปลกกว่าคนทั่วไป หรือการกระทำที่แปลกกว่าคนทั่วไปของพวกแชมป์  คุณก็สามารถเลียนแบบแชมป์เหล่านี้ได้  แต่ว่า ก่อนที่คุณจะเลียนแบบพวกเขา คุณจะต้องปฎิบัติตาม "ภาพรวม" ทั้ง 4 ข้อ ให้ดีเสียก่อน ( คือ 1.เล่นเวท ,2.ทานเน้นโปรตีนและนอนให้พอ ,3.ใช้อาหารเสริม และ 4.ทำคาร์ดิโอให้ได้ 5 นาที หลังการเล่นกล้ามเสร็จใหม่ๆ )



- END -