ควรศึกษาช่องทางให้ดีก่อน


http://www.autogeek.net/pin410.html

       ( ภาพบน ) สมมติว่า คุณลูกค้าไปเดินดูที่ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับรถยนต์หน้าปากซอย แล้วเห็นว่าร้านนั้น  เอาแว็กยี่ห้อ Pinnacle แบบที่เห็นในรูปข้างบนนี้ ขนาด 64 ออนซ์ ( 1.8 ลิตร ) มาขายในร้าน ราคากระป๋องละ 6,500 บาท แล้วมีลูกค้าคนอื่นๆแย่งกันซื้อแว็กตัวนี้  เรียกได้ว่า ขายดิบขายดี ว่ายังงั้นเถอะ



pinnaclewax.com

       ( ภาพบน ) พอคุณลูกค้าท่านนี้ กลับไปที่บ้าน และลอง Search ดูในเวบ ก็เห็นว่าสินค้าตัวเดียวกันนี้ ( คือแว็กซ์ยี่ห้อ Pinnacle ขนาด 64 ออนซ์ ตามที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบน ) ขายในราคาเพียง 95 เหรียญ ( ตามที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยู่ในภาพข้างบน ) และเมื่อรวมค่าส่งแล้ว พอคิดเป็นเงินไทยก็แค่กระป๋องละ 4,000 บาทเท่านั้น


library.thinkquest.org

       ก็เลยดีใจราวกับเจอขุมทรัพย์  คือคิดว่า เรารวยแล้วคราวนี้ / คือลูกค้าท่านนี้ มีความคิดว่า

       1.ไม่ต้องไปเสียเวลาทำการตลาด เพราะไอ้เจ้าร้านหน้าปากซอยมันทำตลาดไว้ให้แล้ว คือหมายความว่า ถ้าลูกค้าคนอื่นต้องการแว็กซ์ยี่ห้อนี้ เขาก็จะรู้ว่า ต้องมาซื้อที่หน้าปากซอยบ้านเรา / ดังนั้น เราก็แค่ไปเปิดร้านข้างๆมัน แล้วขายแว็กซ์ตัวเดี่ยวกันนี้แข่งกับร้านนี้ อย่างน้อย ก็ต้องมีลูกค้าคนอื่นหลงเข้ามาซื้อแว็กซ์จากร้านเราบ้างล่ะน่า

       2.ร้านนั้น ขายขนาด 64 ออนซ์ในราคา 6,500 บาท ส่วนเรา รับมาต้นทุนกระป๋องละ 4,000 บาท ก็ลดราคาตัดหน้ามัน โดยขายสัก 6,000 บาท  ได้กำไรเหนาะๆ 2,000 บาท ( ทั้งๆที่ขายถูกกว่ามันตั้ง 500 บาท เราก็ยังได้กำไร 2,000 บาทเลย

       3.ตัวสินค้านี้ ถ้านำเข้ามาขาย ก็คงไม่มีปัญหาด้านกฏหมายอะไร เพราะร้านนี้มันยังเปิดขายแว็กซ์ยี่ห้อนี้ แบบนี้ มาได้ตั้งหลายปีแล้ว ก็ไม่เห็นมีตำรวจมาจับเลย




       ( ภาพบน ) จากนั้น คุณลูกค้าก็รีบส่งลิงค์ที่ขายแว็กซ์ยี่ห้อ Pinnacle ขนาด 64 ออนซ์ มาให้ทางทีมงานคำนวณราคา เพื่อที่จะได้ทำการสั่งซื้อ

       และเมื่อสั่งซื้อเสร็จแล้ว รอต่อมาอีกไม่นาน ก็เกิดเหตุดังข้างล่างนี้


manager.co.th

       คือ ปรากฏว่า สินค้าแว็กซ์เหลวทั้งหมดที่คุณลูกค้าสั่งซื้อมานั้น "ถูกยึด" โดยศุลกากร / ในตอนแรกกะว่าจะทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต คือนำสินค้าเข้ามาขาย ตอนนี้ กลับกลายเป็นว่า ต้องเงินติดลบไปเสียอีก เพราะเงินที่ลงทุนสั่งซื้อสินค้าไปนั้น ก็จมหายไปกับตัวสินค้าที่ถูกศุลกากรยึดไป

       เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ( ที่ศุลกากรยึดสินค้าไปทั้งหมด ) เชื่อแน่ว่า จะต้องมีคำถามเกิดขึ้น 3 ข้อดังข้างล่างนี้ คือ

       1."ชนิด" ของสินค้าแบบไหน ที่เราสั่งซื้อเข้ามาแล้ว มีสิทธิ์โดนยึด

       2."ปริมาณ" ของสินค้า ขนาดไหน ที่เราสั่งซื้อเข้ามาแล้ว จะปลอดภัย ไม่โดนยึด

       3.ทำไม? ไอ้เจ้าคนขายแว็กซ์เหลวหน้าปากซอย มันถึงมีแว็กซ์เหลวหลายขนาด และมีหลายขวดมาวางขายเต็มร้าน  ทำไม? เราซื้อมาแค่ 2 ขวดถึงโดนยึด ร้านนั้นมันมีเส้นสายหรือไง? ฯลฯ


       ซึ่งทางทีมงานก็จะได้อธิบายคำตอบให้เข้าใจ โดยเรียงลำดับเป็นข้อๆดังข้างล่างนี้นะครับ


1."ชนิด" ของสินค้าแบบไหน ที่เราสั่งซื้อเข้ามาแล้ว มีสิทธิ์โดนยึด


ให้คลิ๊กที่รูปด้านบนนี้  เพื่อดูภาพขยายครับ

       ( ภาพบน ) เมื่อเราดูรายการสินค้าต้องห้ามสำหรับการนำเข้าในรายการข้างบนนี้แล้ว จะเห็นในส่วนที่อยู่บริเวณในภาพข้างล่างนี้ครับ



       ( ภาพบน ) เหตุที่แว็กซ์เหลวนี้ถูกยึด ก็เพราะมันอยู่ในหมวดของสินค้าที่ติดไฟได้ ( ตรงที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยู่ ) ซึ่งเป็นของต้องห้าม ( Prohibited Goods ) ในการนำเข้า

       ศุลกากร ก็แค่ใช้ระเบียบศุลกากรข้อนี้ ( เรื่องการห้ามนำเข้าสินค้าที่ติดไฟได้ ) ก็ทำการยึดสินค้าแว็กซ์เหลวทั้งหมดของคุณลูกค้าได้แล้วครับ ไม่ต้องใช้กฏหมายข้ออื่น และไม่ต้องดูด้วยว่า คุณสั่งซื้อเข้ามาในปริมาณมากหรือน้อยแค่ไหน

      
เอาล่ะ มาดูคำตอบของคำถามในข้อต่อไปกันครับ


2."ปริมาณ" ของสินค้า ขนาดไหน ที่เราสั่งซื้อเข้ามาแล้ว จะปลอดภัย ไม่โดนยึด


meijer.com

       ( ภาพบน ) จากประสบการณ์การซื้อวิตะมิน ซึ่งไม่ใช่สินค้าต้องห้าม นั้น ปรากฏว่า ทันทีที่ทางทีมงานซื้อวิตะมิน หรืออาหารเสริมใดๆก็ตาม ที่ "เกิน 270 เม็ด" ก็จะถูกศุลกากรยึดสินค้าทั้งหมดเช่นกัน

       ทำไมต้องเป็น 270 เม็ด? เหตุผลก็เพราะว่า ( คำตอบนี้ ได้จากเจ้าหน้าที่ศุลกากรเองเลยนะครับ ) ถึงแม้วิตะมินจะไม่ใช่สินค้าต้องห้าม แต่การนำเข้านั้น ต้องเป็นดังนี้คือ

       ประเด็นที่ 1 ต้องห้ามนำเข้ามาในลักษณะนำมาขาย

       ประเด็นที่ 2 ดูยังไง ว่าอันไหนเอามาขาย อันไหนเอามากินเอง / วิธีดูก็คือ

               2.1 ถ้าเป็นวิตะมินหรืออาหารเสริม ก็ให้ดูฉลากข้างขวด ว่าเขาระบุไว้ว่าให้ทานคนละกี่เม็ดต่อวัน แล้วหารจำนวนเม็ดออกมา โดยกำหนดไว้ว่า "อาหารเสริมทั้งหมดที่สั่งมาในกล่องพัสดุนั้น ( ไม่ว่าจะกี่ขวดก็ตาม ) จะต้องถูกทานหมด "ด้วยตัวคนเดียว" ภายใน 1 เดือน"

               2.2 นั่นหมายความว่า ถ้าดูแล้ว ยังไงๆก็ไม่สามารถกินหมดได้ด้วยตัวคนเดียวภายใน 1 เดือน เช่น สั่งวิตะมินเข้ามาแบบขวดละ 500 เม็ด 3 ขวด อย่างนี้ ก็ดูแล้วว่า นำเข้ามาขายแล้ว เขาก็จะยึดไปเลย

               2.3 จริงๆแล้ว เจตนาของเรา อาจจะไม่ใช่นำเข้ามาขายก็ได้ คือเราอาจซื้อมาแบ่งกับเพื่อนกินกันเอง หรือแบ่งกับคนในครอบครัว ให้กินกันหลายคน "แต่" เจตนาของเรา ( ที่ไม่ได้จะนำมาขาย ) นั้น ทางศุลกากร เขาไม่รู้ที่ครับว่าเราคิดยังไง เขาจึงต้องใช้หลักวิญญูชน ( ตามภาษากฏหมาย ) พิจารณาว่า ปริมาณขนาดนี้คือการนำมาขาย ,ปริมาณขนาดนี่คือการนำมากินเอง  มิเช่นนั้น คนที่มีเจตนาจะนำเข้ามาขาย ก็อ้างว่าเขาจะนำมากินเองโดยแบ่งกับเพื่อนๆกันหมด แล้วก็ทำให้ศุลกากรไม่สามารถยึดวิตะมินพวกนี้ได้เลยสิครับ ถ้าทุกคนอ้างอย่างนั้น

       พูดง่ายๆว่า ในเรื่องการนำเข้าสินค้านั้น ถ้าจะผ่านด่านศุลกากร ก็จะต้องมีลักษณะสำคัญสองประการคือ "ชนิด" ของสินค้าจะต้องไม่ใช่สินค้าต้องห้าม และ ถึงแม้จะไม่ใช่สินค้าต้องห้ามก็ตาม แต่ "ปริมาณ" ที่นำเข้ามานั้น ต้องไม่ใช่ในลักษณะการนำมาขาย



pinnaclewax.com

       ( ภาพบน ) ในขณะที่แว็กซ์เหลวที่คุณสั่งเข้ามานั้น คุณสั่งแบบกระป๋องละ 64 ออนซ์ เป็นจำนวน 2 กระป๋อง ( นี่ยังไม่พูดถึงกรณีที่ว่าตัวแว็กซ์เหลวนี้ เป็น "ชนิด" สินค้าที่ต้องห้ามนะครับ ) ทั้งๆที่ขนาดที่คนทั่วไปจะใช้ต่อ 1 เดือนต่อ 1 คน  มันควรจะไม่เกิน 5 ออนซ์เท่านั้น ( ไม่สามารถอ้างได้ว่า ซื้อเพื่อนำมาใช้กับร้านรับจ้างล้างรถ เพราะมันไม่ถือว่าเป็นการใช้ต่อ 1 คน ( ต่อ 1 เดือน ) นะครับ )

       นั่นก็หมายความว่า เหตุที่แว็กซ์เหลวของคุณถูกยึดนั้น ก็เพราะผิดทั้งสองข้อเต็มๆเลย คือ "ชนิด"  ของสินค้าก็ดันเป็นของต้องห้าม และ "ปริมาณ" ที่นำเข้ามา คือเกินกว่า 5 ออนซ์ ไปเกือบ 25 เท่าตัว ( คือ 64 ออนซ์ ) ก็ตีได้ว่าเป็นการนำเข้ามาขาย นั่นเองครับ 


3.เหตุใด คนที่ขายแว็กซ์ตัวเดียวกันนี้ ที่หน้าปากซอย ถึงนำมาขายได้ในปริมาณมากๆ

       คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นไปได้สองทางครับคือ

       3.1 ถ้าเป็นการนำเข้าอย่างถูกกฏหมาย - วิธีทำก็คือ นายคนขายแว็กซ์คนนี้ ในอดีตนั้น ( หมายถึงก่อนที่จะเริ่มนำแว็กซ์ยี่ห้อนี้มาขาย ) เขาจะต้องติดต่อไปทางบริษัท pinnaclewax ที่อยู่ที่อเมริกา และเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้  เพื่อจะขอเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้ายี่ห้อนี้ในประเทศไทย

       และเมื่อบริษัท pinnaclewax ตรวจสอบแล้วเห็นว่า นายคนนี้ ไม่มีประวัติด่างพร้อยทางการเงิน ,มีสเตทเม้นท์เงินเข้าเงินออกในบัญชี ดูน่าเชื่อถือ และมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์การค้า โดยถูกต้องตามกฏหมายแล้ว ทางบริษัท pinnaclewax ก็จะอนุญาตให้นายคนนี้ เป็นตัวแทนที่จะขายสินค้าของบริษัท ในประเทศไทยได้


       จากนั้น ทางบริษัท pinnaclewax ก็จะให้สูตรทางเคมีในการประกอบขึ้นเป็นตัวสินค้า แก่นายคนขายคนนี้  สูตรทางเคมีนี้ เอามาทำอะไร? คำตอบก็คือ นายคนขายคนนี้ มีหน้าที่ต้องนำสูตรนี้ไปให้ทาง อย.ตรวจสอบ เพื่อทำเรื่องขออนุญาตในการนำเข้า

       เมื่อทาง อย.เอาสูตรนี้ไปตรวจสอบแล้ว เห็นว่าไม่มีส่วนประกอบของสารที่ผิดกฏหมาย หรือสารต้องห้าม  ทาง อย. ก็จะออกใบอนุญาตให้นายคนนี้ ให้นำเข้าสินค้าชนิดนี้ได้ ก็คือทำเรื่อง "ชนิด" นั้น ให้ผ่านได้แล้ว คือสามารถนำเข้าสินค้า "ชนิด" นี้ได้แล้ว

       เมื่อนายคนนี้ ได้รับอนุญาตจาก อย.ในการนำเข้าแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็ต้องไปทำเรื่องขออนุญาตนำเข้าที่กรมศุลกากร ว่า จะนำเข้าได้ในปริมาณครั้งละเท่าใด ซึ่งเขาอาจจะมีระเบียบการนำเข้าว่า นำเข้าได้ครั้งละเท่าไร ,ครั้งแรกให้นำเข้าน้อยๆก่อน ฯลฯ ( ระเบียบพวกนี้ ทางทีมงานไม่แน่ใจนะครับ ก็เลยอธิบายได้สั้นๆแค่นี้ ) / ก็คือ นายคนนี้ ก็ทำเรื่อง "ปริมาณ" ได้ผ่านแล้ว คือรู้ว่าจะนำเข้าได้ครั้งละ "ปริมาณ" เท่าใด

       จากนั้น นายคนนี้ ถึงจะค่อยควักกระเป๋า จ่ายเงินเพื่อนำเข้าสินค้าแว็กซ์เหลวยี่ห้อ pinnaclewax เข้ามาขายได้ไงครับ

       ไม่ใช่แค่เปิดหน้าเวบ pinnaclewax.com แล้วก็ฝากทีมงาน Tuvagroup.com ซื้อเข้ามาขายแข่งกับเขาเลย มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะครับ



       3.2 ถ้าเป็นการนำเข้าแบบไม่ค่อยถูกกฏหมาย - ก็คือ การจ้างคนอื่นที่ไปเมืองนอกเป็นประจำอยู่แล้ว ให้ไปซื้อแว็กซ์ยี่ห้อ pinnaclewax นี้ที่อเมริกา  แล้วเอาใส่กระเป๋าเดินทาง / จากนั้น ก็เดินทางกลับประเทศไทย พร้อมกระเป๋าเดินทางใบนั้น ( ที่ใส่แว็กซ์เหลว ยี่ห้อ pinnaclewax ) มาส่งให้คุณ

       ต้องบอกก่อนว่า วิธีการนี้ เหมาะสำหรับการนำแว็กซ์นี้ "มาใช้เองที่บ้าน"  ไม่เหมาะกับการนำไปขาย  เพราะอะไรถึงไม่เหมาะกับการไปขาย ? ก็เพราะว่า สิ่งที่คุณมีอยู่ในมือนี้ มันเป็นสินค้าที่ผิดระเบียบศุลกากร คือไม่ได้ผ่านการตรวจโดยศุลกากร  ดังนั้น เมื่อคุณนำไปวางแผงตั้งบนร้านขาย แล้วดันไปขายตัดราคากับเจ้าเดิม ( ที่ขออนุญาตเป็นตัวแทนนำเข้าอย่างถูกต้อง จากบริษัท pinnaclewax  ) แล้วล่ะก็ ไอ้เจ้าของร้านเจ้าเดิมคนนี้ ก็จะไปแจ้งศุลกากร ให้มายึดสินค้าคุณ และไม่ใช่ยึดอย่างเดียวนะครับ คุณจะต้องเสียภาษีย้อนหลัง สำหรับสินค้าตัวนี้ "10 เท่า" ของราคาภาษีที่คุณจะต้องจ่ายในกรณีที่นำเข้าถูกต้องทางด่านศุลกากร ( คือหมายความว่า ถ้าคุณนำเข้าทางด่านศุลกากรตามปกติ แล้วเสียภาษี 500 บาทล่ะก็  การที่คุณถูกตรวจโดยศุลกากร ว่าคุณไม่ได้นำเข้าอย่างถูกต้อง ( ซึ่งจะต้องเสียภาษี 500 บาทนั้น ) คุณจะต้องเสียมากถึง 10 เท่าของ 500 บาทนั้น )  พร้อมกับโดนยึดของทั้งหมดด้วยครับ


คุณได้อะไรจากการอ่านเวบหน้านี้


       1.ถ้าคุณได้อ่านเวบหน้านี้อยู่ ก็แสดงว่า ทีมงานยังไม่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าแบบนี้  ( คือยังไม่เคยซื้อแว็กซ์เหลว ให้ลูกค้าคนใดคนหนึ่งมาก่อน ) ทีมงานจึงส่งลิงค์หน้านี้มาให้คุณอ่าน 


       2.และเพราะการที่ทีมงานยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้น คุณลูกค้าจึงจะต้องพึ่งตัวเอง ด้วยการพิจารณาก่อนว่า จะซื้อสินค้านี้เข้ามาได้หรือไม่ เพราะถ้าฝากทีมงาน Tuvagroup.com ซื้อเขามาดุ่ยๆ สินค้าทั้งหมด ก็อาจโดนยึดโดยศุลกากรก็ได้ครับ / โดยให้คุณลูกค้าอ่านวิธีพิจารณา ( ว่าจะซื้อเข้ามาได้หรือไม่ ซื้ออย่างไร ฯลฯ ) ได้ที่ลิงค์นี้ครับ
http://www.tuvagroup.com/3Helparticle-001001C-5601031824.html


ebay.com

       3. ( ภาพบน ) ถ้าจะซื้อมาใช้เอง ก็ให้ซื้อขนาดเล็กๆเช่น 8 ออนซ์ แทนที่จะเป็นการซื้อแบบ 64 ออนซ์  เพราะส่วนมากแล้ว ถึงแม้จะเป็น "ชนิด" สินค้าที่ต้องห้ามก็จริง แต่ถ้าซื้อเข้ามาปริมาณน้อยๆ ทางศุลกากร ก็มักจะผ่อนผันให้ ( อันนี้เป็นประสบการณ์ของทีมงาน Tuvagroup.com นะครับ ที่พบว่าแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่เป็น "ชนิด" ที่ต้องห้ามก็จริง แต่ทางศุลกากรมักจะผ่อนผัน เมื่อเห็นว่าสั่งเข้ามาในปริมาณน้อยๆ )

       อย่าลืมตรงที่ทีมงานอธิบายมาข้างต้นนะครับว่า แม้ว่า จริงๆแล้วเรากะว่าจะซื้อมาใช้เอง ไม่ได้กะเอามาขาย เพียงแต่ว่า การที่เราซื้่อเป็นปริมาณเยอะๆ ก็เพื่อจะได้ประหยัดค่าส่ง คือสั่งทีเดียวขวดใหญ่ๆ แล้วส่งครั้งเดียว จะประหยัดค่าส่งได้มากกว่าการสั่งหลายครั้งๆละน้อยๆ นั้นก็ตาม "แต่" ทางศุลกากร เขาไม่อาจวัดความคิดของคุณได้ว่า คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ ดังนั้น ทางศุลกากร ก็ต้องตีความไปในทางร้ายไว้ก่อน คือ เมื่อเห็นปริมาณการสั่งเข้ามาถึง 64 ออนซ์ ก็แสดงว่าคุณสั่งซื้อเพื่อนำเข้ามาขายนั่นเองครับ


       4.ถ้าต้องการซื้อมาขายจริงๆนั้น ก็อาจประยุกต์จากวิธีที่ผมแนะนำไว้ในลิงค์นี้ก็ได้ครับ http://www.tuvagroup.com/3Helparticle-001001A-561027-1220.html


       5.หากคุณนำเข้ามาโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบศุลกากร ( เช่น "หิ้ว" เข้ามาทางสนามบิน ) ก็แนะนำว่า ให้เอามาใช้เอง หรือขายให้กับเพื่อนที่สนิทๆกัน  "อย่า" เอาไปเปิดร้านขายโจ๋งครึ่ม หรือเอาไปขายในเวบ เพราะก็จะมีคนเอาไปแจ้งให้ ตัวแทนที่ถูกต้องตามกฏหมาย ( คืออีตาคนขายแว็กซ์หน้าปากซอยบ้านคุณ ) รู้ แล้วอีตาตัวแทนคนนั้น ก็จะไปแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรให้มาเล่นงานคุณ พร้อมกับปรับ 10 เท่าของภาษีที่คุณจะต้องจ่ายแต่เดิม และยึดของทั้งหมดไปจากคุณน่ะครับ  มันไม่คุ้มครับ!


- END -